OS X Bundle Apps

Application ที่มีมากับ OS X ที่จะมีมาทุกครั้งที่เรา Install OS X ลงบนเครื่อง

สำหรับผู้ที่ต้องการลงบาง application อีกครั้งโดยที่ไม่ต้องลง OS X ใหม่ เราสามารถทำได้โดยติดตั้งผ่าน OS X Install DVD แล้วเลือก Optional Install

Application ที่สามารถลงได้ใหม่จาก Optional Install มีดังนี้

 (ดู Optional Install : การติดตั้ง X11 ประกอบ)

Address Book

Address Book

address-book-icon_0.jpg

Address Book : เป็น Application ที่มาพร้อม OS X ของเรา เอาไว้ใช้สำหรับจัดการเก็บข้อมูลของ Contact ที่เรามี

Picture2_8.jpg

ส่วนประกอบต่าง ๆ ใน Address Book

Picture1-1_1.jpg

  1. ปรับการแสดงผล
  2. รายชื่อ Group : กลุ่มของ Contact ซึ่งเราสามารถจัดกลุ่มเองได้ในภายหลัง (ดู การจัด Group)
  3. รายชื่อที่เรามี (ปรับเปลี่ยนตาม Group ที่เราเลือก ถ้าเลือก All จะแสดงทั้งหมด)
  4. รายละเอียดของแต่ละรายชื่อ : รายละเอียดทั่วไปเช่น เบอร์บ้าน, เบอร์ที่บริษัท, อีเมล์, ที่อยู่ ฯลฯ
  5. ช่องใส่คำค้นหา (tips : เราสามารถค้นหารายละเอียดโดยที่ไม่ต้องเปิด Address Book ขึ้นมาได้โดยการเข้าไปที่ Dashboard - Address Book widget)
  6. Picture1-2_0.jpg

การเพิ่ม Contact ใหม่

การเพิ่มรายชื่อ Contact ใหม่ใน Address Book

Address Book : เป็น Application ที่มาพร้อม OS X ของเรา เอาไว้ใช้สำหรับจัดการเก็บข้อมูลของ Contact ที่เราม

คลิ๊กที่เครื่องหมาย + ในหัวข้อ Name

Picture2-1_4.jpg
คลิ๊กที่เครื่องหมาย “+” ในหัวข้อ Name

มีรายชื่อใหม่เพิ่มขึ้น ให้กรอกรายละเอียดที่ต้องการได้เลย

Picture3_9.jpg

ในขณะที่กรอกช้อมูลตัวเลขในส่วนต่าง ๆ สังเกตดูเครื่องหมาย “+”, “-” ที่อยู่ด้านหน้ารายการนั้น ๆ ซึ่งถ้าเราต้องการเพิ่มเบอร์เข้าไป เราสามารถทำได้โดยการกด “+” และทำนองเดียวกัน ถ้าเราต้องการลบรายการใด ออก ก็ให้กด “-

note : ดูความแตกต่างของการติ๊กช่อง Company ในแต่ละชื่อได้ที่ตอนท้ายของบทความนี้

กรอกเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเป็นดังนี้

Picture7_0.jpg

ใส่รูปให้ Contact ของเรา โดยดับเบิลคลิ๊กที่ช่องรูปของ Contact นั้น

Picture8_0.jpg

ขึ้นหน้าต่างใหม่ ให้ใส่รูป

Picture9-1_2.jpg

อธิบาย

  1. เป็นการถ่ายรูปตัวเองจากกล้อง iSight บนเครื่อง
    • Picture10.jpg
  2. เลือกภาพถ่ายจากไฟล์ที่มีอยู่ในเครื่อง (ถ้าคุณมีรูปอยู่ใน iPhoto library อยู่แล้ว สามารถเข้าไปเอารูปจากใน iPhoto Library มาได้จากตรงนี้เลย )

    • Picture12.jpg
    • note : จากภาพผมยังไม่มีอะไรใน iPhoto เลยไม่เห็นอะไรขึ้นมาให้เลือกครับ =P
  3. ใส่ effect ให้กับภาพที่เราเลือกมา

    • Picture10-1.jpg
    • note : ถ้าเราไม่ต้องการ ให้เลือกไปที่รูปตรงกลาง (Original) เพื่อเป็นการกลับสู่หน้าต่างปรกติต่อไป

ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เลือก Set เพื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลง

มีภาพให้กับ Contact ของเราแล้ว ~

Picture15.jpg

การเข้าไปแก้ไขข้อมูลของ Contact ต่าง ๆ ที่เราทำเอาไว้แล้ว

ให้เลือกปุ่ม Edit ที่อยู่ด้านมุมซ้ายล่างของแต่ละ Contact

Picture7-1.jpg

ความแตกต่างของการติ๊กในช่อง Company ในแต่ละรายชื่อ

Picture16.jpg

ตามปรกติแล้ว เราจะเลือกให้ Address Book แสดงรายชื่อบุคคล แต่ถ้าเราต้องการให้แสดงรายชื่อบริษัทแทน เราสามารถทำได้โดยการติ๊กลงในช่อง Company ครับ จะได้ผลลัพท์ตามด้านล่างนี้

Picture17.jpg

จะเห็นว่าในรายชื่อของ Contact ถูกแสดงด้วยชื่อบริษัทแทนชื่อตัว (พร้อมกับเปลี่ยนแปลงการแสดงผลในหน้า Contact ของแต่ละคนด้วย)

จัดการกับหัวข้อ

จัดการกับหัวข้อ

หัวข้อต่าง ๆ ที่ให้เรากรอกรายละเอียดลงไป เช่น Work, Home .. นั้น เราสามารถเปลี่ยนได้โดยการคลิ๊กไปที่ชื่อหัวข้อ แล้วเลือกเปลี่ยนตามความเหมาะสม

Picture18-1_3.jpg
สำหรับการเปลี่ยนหัวข้อต่าง ๆ เป็นภาษาไทย สามารถทำได้ โดยดูที่ การเปลี่ยนชื่อหัวข้อให้เป็นภาษาไทย ประกอบ

จัดกลุ่มให้รายชื่อบน Address Book

จัดกลุ่มให้รายชื่อบน Address Book

เมื่อมีรายชื่อใน Address Book มากขึ้นเรื่อย ๆ การจัดกลุ่มให้ Contact ของเราเป็นเรื่องที่ควรจะทำ เพราะช่วยให้เราสามารถค้นหา - จัดการกับ Contact ได้สะดวกมากขึ้น

มีขั้นตอนดังนี้

เลือก “+” ที่ด้านล่างของรายชื่อใน Group

Picture2-add-group.jpg
จากนั้นพิมพ์ชื่อ Group ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ให้กลับไปเลือกที่ All แล้วเริ่มลากรายชื่อจากที่เรามีมาลงใน Group ที่เราสร้างเอาไว้ได้แล้วครับ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Group

  • เราสามารถลาก Contact มาใส่เพิ่ม หรือว่า ลบ Contact นั้นออกจาก Group ได้ โดยที่ไม่มีผลต่อฐานข้อมูลของ Contact ทั้งหมดภายใน Address Book
  • รายชื่อเดียวกันสามารถที่จะอยู่ในหลาย Group ได้
  • การลบ Group ออกไป Contact ต่าง ๆ ภายใน Group นั้นจะยังอยู่ในฐานข้อมูลของ Address Book ครับ เว้นเสียแต่ว่า เราไปเลือกที่ Edit/ Delete Card ซึ่งจะเป็นการลบ Contact นั้น ออกไปจากฐานข้อมูลของ Address Book ไปเลย (ดูหัวข้อถัดไปประกอบ)

การลบ Contact ออกจาก Group

เมื่อเราต้องการลบ Contact ออกจาก Group เราจะถูกถามก่อนว่าต้องการเอา Contact นั้นออกจาก Group เพียงอย่างเดียวหรือลบออกไปจากฐานข้อมูล Address Book เลย เราสามารถลบ Contact ออกจาก Group ได้ 2 วิธี คือ

    • 1.คลิ๊กที่รายชื่อที่เราต้องการภายใน Group แล้วกด delete
    • Picture1-1_0.jpg
      1. Delete : ลบรายชื่อนี้ออกจากฐานข้อมูลของ Address Book เลย (ปรกติไม่เลือกตัวนี้ ถ้าไม่แน่ใจจริง ๆ
      2. Remove from Group : เอาชื่อนี้ออกจาก Group แต่ยังคงอยู่ในฐานข้อมูลของ Address Book

2.เลือกชื่อที่ต้องการภายใน Group แล้วไปที่ menu bar เลือก Edit

        Picture2_7.jpg
มีตัวเลือกดังนี้

    1. Delete Card : ลบชื่อนี้ออกจาก Address Book ไปเลย
    2. Remove From Group : เอาชื่อนี้ออกจาก Group แต่ยังคงไว้ในระบบของ Address Book

Address Book Tips

Tips & Tricks ของ Address Book

note : ถ้าเมนูด้านซ้ายมือซ้อนกัน หรือว่าอ่านไม่รู้เรื่อง สามารถดูได้จากด้านล่างนี้แทนนะครับ เหมือนกัน =)

การ Sync ข้อมูล Address Book กับอุปกรณ์มือถือ

การ Sync ข้อมูล Address Book กับอุปกรณ์มือถือ

ดู การใช้ iSync ประกอบ

เปลี่ยนชื่อหัวข้อให้เป็นภาษาไทย

เปลี่ยนชื่อหัวข้อให้เป็นภาษาไทย

จากเดิม หัวข้อต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษ เช่น Work, Home .. นั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ดังตัวอย่างนี้

Picture20_1.jpg

และนี่คือวิธีเปลี่ยนแปลงชื่อหัวข้อต่าง ๆ

เลือกไปที่รายชื่อที่ต้องการแก้ไข แล้วเลือก Edit

Picture7-1_1.jpg

คลิ๊กไปที่หัวข้อที่เราต้องการจะเปลี่ยน

Picture18_0.jpg
เลือก Custom...

เข้าสู่หน้าต่าง Custom label

Picture19_0.jpg

พิมพ์ชื่อหัวข้อที่เราต้องการลงไป จากนั้นกด OK

เราจะเห็นว่าชื่อหัวข้อของเราเป็นภาษาไทยตามที่เราพิมพ์ไปแล้ว

Picture20_2.jpg

ทำขั้นตอนเดิมซ้ำกับหัวข้ออื่น ๆ ที่เหลือ ..

Picture21_0.jpg
เราจะพบว่า ชื่อหัวข้อใหม่ที่เราสร้างนั้นจะถูกเพิ่มเข้าไปให้เราเลือกใช้งานภายหลังได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องพิมพ์ใหม่

หลังจากเปลี่ยนจนเสร็จหมดแล้ว เราจะได้หัวข้อต่าง ๆ เป็นภาษาไทย

Picture24_0.jpg

เพิ่มหัวข้อใน Template

การ เพิ่มหัวข้อใน Template

เดิมที ทุกครั้งที่เราจะสร้าง Contact ขึ้นมาใหม่ พวกข้อมูลหรือว่ารายการต่าง ๆ มักจะถูกวางไว้ให้บ้างแล้วเป็น Template ให้เรามาใส่ข้อมูลเอาทีหลัง .. ในบางครั้ง ถ้าเกิดใช้งานไปสักพักแล้วเราอยากเพิ่มช่องกรอกข้อมูลบางอย่างเข้าไปเลยตั้งแต่ต้น เช่น ต้องการเพิ่มช่องใส่ URL เอาไว้ใน Template เลย..

สามารถทำได้ดังนี้

Address Book/ Preferences

Picture4_3.png

เลือกหัวข้อ ​Template

จากนั้นเลือก Add Field เพื่อเลือกหัวข้ออื่นเพิ่มเติมที่เราอยากเพิ่มเข้ามาไว้ใน Template

Picture5_3.jpg

มีตัวเลือกเพิ่มเติมดังนี้

  1. Phonetic First/Lastname : สำหรับเพิ่มช่องเหนือชื่อ / สกุลเดิมที่มีอยู่ เอาไว้สำหรับ เพิ่มวิธีอ่านออกเสียงทั้งชื่อ/ สกุล ในกรณีที่เรามีเพื่อนต่างชาติ หรือไม่ใช่คนอังกฤษ หรือบุคคลที่ชื่อออกเสียงไม่เหมือนกับที่สะกด .. ให้เลือกตัวนี้ช่วย
  2. Prefix : คำขึ้นต้น
  3. Middle Name : ชื่อกลาง (ส่วนใหญ่สำหรับคนที่ใช้ชื่อ คริสเตียน)
  4. Suffix : คำลงท้าย
  5. Nick Name : ชื่อเล่น
  6. Job Title : ตำแหน่งงาน
  7. Department : แผนกงาน
  8. Maiden Name : สำหรับผู้หญิง โดยจะเป็นนามสกุลที่ใช้เดิมก่อนแต่งงาน
  9. URL : เวปไซต์ที่เกี่ยวข้อง
  10. Birthday : วันเกิด
  11. Dates : วันที่

Automator : เกี่ยวกับ Automator

Automator : เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เราเขียนโปรแกรมขึ้นมา(อีกที)เพื่อทำงานตามที่เราต้องการได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเขียน code เองครับ หลัก ๆ จะเป็นประมาณนี้ คือเรานำ code (เรียกว่า action) ที่ทาง apple เขียนเสร็จมาให้แล้วมาเรียงต่อกันเพื่อสร้างเป็นชุดคำสั่ง (workflow) ที่เราต้องการอีกทอดหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะสะดวกสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐานในการเขียนโปรแกรมครับ

ส่วนใหญ่มีไว้เพื่อการทำงานเสริม จะเป็นการทำงานเล็กน้อย หรือซ้ำ ๆ กันแบบอัตโนมัติผ่าน app ต่าง ๆ ขึ้นมาโดยที่เราไม่ต้องเรียนรู้การเขียนโปรแกรมหรือว่าเรียนรู้การเขียน Apple Script.. จะใช้สำหรับการทำงานเฉพาะอย่าง หรือทำงานหลายอย่างพร้อมกันก็ได้ เช่น

  • การย่อขนาด + เปลี่ยนชนิด + ปรับแต่งไฟล์ภาพทีละมาก ๆ ในขั้นตอนเดียว หรือ
  • การเปลี่ยนชื่อไฟล์พร้อมกันครั้งละเยอะ ๆ

note : ถ้าใครยังงง ๆ อยู่ สามารถอ่าน Automator : ตัวอย่างจากสถาณการณ์จริง ใช้ Automator ทำอะไรได้บ้าง? ประกอบนะครับ ผมเขียนตัวอย่างประกอบแบบละเอียดเอาไว้ให้แล้ว

automatr-pane_0.jpg

ตัว Automator เป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างจะยืดหยุ่นในการใช้งานพอสมควร ที่เราจะใช้งานผ่านโปรแกรม Automator เอง หรือจะ save เป็นโปรแกรม scriptสำเร็จรูปเก็บเอาไว้เรียกใช้งานทีหลังต่างหากก็ได้ ซึ่งผมจะเขียนอธิบายตรงนี้อีกที สำหรับโพสนี้สำหรับรู้จักกับ Automator ในภาพรวมนะครับ (อ่าน การ save workflow ไปใช้งานในลักษณะต่าง ๆ ประกอบ)

ไอคอนโปรแกรม

automatr-icon_0.png

note : เนื้อหาของบทความเกี่ยวกับ Automator นี้ ผมเลือกจะเขียนเกี่ยวกับ Concept การใช้งานคร่าว ๆ พร้อมตัวอย่างประกอบในแบบไม่เป็นทางการมากนัก ใช้คำง่าย ๆ ที่คาดว่าผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่เคยจับตรงนี้มาก่อน น่าจะทำความเข้าใจได้ไม่ยากจนเกินไปนัก ผมหมายถึงแค่เอาความเข้าใจในการใช้งานทั่วไปเป็นหลักนะครับ เพราะผมเองก็ไม่เข้าใจเค้าหั้งหมดเหมือนกัน =)

Automator : ตัวอย่างจากสถานการณ์จริง Automator ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะนึกภาพไม่ออกว่า Automator นี่มีเอาไว้ใช้ทำอะไรแน่ ผมจะลองยกตัวอย่างแบบละเอียดกว่าโพสที่แล้วก็แล้วกันนะครับ เผื่อจะเห็นภาพได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างที่ 1
เช่น ผมมีไฟล์ภาพขนาด 3216x2136 pixel (หรือขนาด 8 Mega Pixel ที่ประมาณ 3.3 MB ต่อภาพ) มีทั้งหมดอยู่ 577 ไฟล์ในแฟ้มงานโปรเจคของผมใน My Document แล้วผมต้องการที่จะ

  • เปลี่ยนชื่อใหม่ทั้งหมด จากเดิมชื่อว่า R00-XXX.jpg เป็น p-XXX.jpg และ
  • ย่อขนาดจาก 3216x2136 เป็นขนาด 1600x1200

ผมมีทางเลือกระหว่าง

  1. หาโปรแกรมจัดการกับภาพ เช่น iPhoto ขึ้นมาแล้ว import รูปเข้าไปจัดใหม่, เปลี่ยนชื่อ แล้ว Export ออกมาให้ได้ขนาดที่ต้องการ คิดว่าขั้นตอนทั่งหมดนี้จะใช้เวลาไปเท่าไหร่ครับ?
  2. ใช้ Automator เขียน workflow ขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนชื่อ กับลดขนาดไฟล์ให้ได้ตามที่ต้องการ
  3. หาโปรแกรมเฉพาะทางอื่น ๆ มาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ส่วนใหญ่สามารถหาได้ใน internet ครับ แต่จะมีแบบที่เสียเงินซื้อบ้าง และทำได้อย่างที่ต้องการไม่ทั้งหมดบ้าง .. ส่วนใหญ่จะเสียเวลาหาโปรแกรม + เรียนรู้วิธีใช้ใหม่ครับ..

และจากการใช้ Automator เพื่อลดขนาดรูปจาก 3216x2136 pixel มาที่ 1600x1200 pixel จากเดิมขนาด 3.3MB โดยประมาณต่อภาพ เหลือที่ประมาณ 300KB ต่อภาพ ทั้งหมดผมใช้เวลาประมาณ 12 นาทีโดยประมาณ .. และเป็นการทำงานแบบ สั่งทีเดียวจบครับ ผมสามารถเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีก.. (อันนี้นั่งจับเวลาเองกับมือครับ ยิ้ม ตอนที่ทำ slideshow งานแต่งให้เพื่อนผม)

มาต่อกันที่การเปลี่ยนชื่อ เสียดายที่ภาพงานแต่งเพื่อนของผมไม่ต้องเปลี่ยนชื่อผ่าน automator ครับ เลยไม่มีตัวเลขยืนยันแน่นอน มีแต่จะที่ลองเองกับชุดภาพถ่ายส่วนตัวจำนวน 83 ไฟล์ภาพใช้เวลาประมาณไม่ถึง 2 วินาทีในการเปลี่ยนชื่อทั้ง 83 ภาพใหม่ และยังมีลำดับการเรียงภาพเหมือนเดิมครับ

ที่จะเสียเวลาจริง ๆ คือการสร้าง workflow ของ automator ครับ สำหรับตัวผมเองคิดว่า เรียนรู้ตรงนี้ไว้เองดีกว่า อย่างน้อย ถ้าเขียน workflow เสร็จไปแล้ว เราก็เก็บไว้ใช้อีกได้เรื่อย ๆ และสามารถสร้าง workflow ที่เราต้องการเพิ่มเองได้อีกในอนาคตครับ =)

ตัวอย่างที่ 2
ถ้าเรามี workflow ที่ใช้เป็นประจำอยู่เยอะ ๆ แล้ว .. ในตัว Automator เองเปิดโอกาสให้เราเซฟ workflow ที่เรามีเอาไว้ในเมนูบน Finder แล้วเรียกใช้งานโดยการคลิ๊กขวาบนเมาส์ (หรือกด Ctrl+Click) ได้แบบนี้ครับ

submenu_1.jpg

ทำให้เราไม่ต้องเปิด Automator ขึ้นมาทุกครั้งในการทำงาน และสามารถแจกให้กับ Mac เครื่องอื่นทำงานแบบเดียวกันนี้ได้อีก =)

note : ดู การ save workflow ใน Automator ประกอบ

ตัวอย่างที่ 3
ผมสามารถเปลี่ยน workflow ที่มีอยู่ใน Automator แล้วสร้างโปรแกรมเล็ก ๆ แบบ stand alone ขึ้นมาทำงานเฉพาะอย่างได้ ซึ่งโปรแกรม stand alone หรือว่า script โปรแกรมเล็ก ๆ เหล่านี้ ทำงานได้ด้วยตัวของเค้าเองครับ คือไม่จำเป็นต้องเรียกผ่าน Automator และยังสามารถทำงานแบบเดียวกันได้อีกบน Mac OS X เครื่องอื่น ๆ ด้วย

สรุป
จากตัวอย่างการใช้งาน Automator ที่ผมเขียนทั้งหมดนี้พอจะเห็นภาพขึ้นบ้างไหมครับ?

จริง ๆ Automator สามารถประยุกต์ไปได้อีกสารพัดแบบเลยครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจินตนาการไปได้แค่ไหน ลองเล่นกันดูนะครับ ขอให้มีความสุขในการใช้งาน Automator ครับ =)

Automator : หน้าตาและส่วนประกอบต่าง ๆ

หน้าตาและส่วนประกอบทั่วไปของโปรแกรม Automator

automatr-10_0.jpg

อธิบาย
ส่วนที่1,ส่วนที่ 7
ส่วน Toolbar : ด้านซ้ายจะมีปุ่มเปิด/ปิดการแสดง library และปุ่ม media สำหรับเข้าไปดึง content มาจากในโปรแกรม iLife ทางด้านขวาจะเป็นปุ่มคำสั่งดังนี้

automatr-pane-1-1_0.jpg

  • Record : สำหรับบันทึกการทำงานที่เราแสดงให้เครื่องดู แล้วนำมาเปลี่ยนเป็น workflow (ผมไม่เคยใช้ตรงนี้แบบจริงจังนะครับ แต่เท่าที่ลองมา เค้าสามารถบันทึกสิ่งที่ผมทำแล้วเปลี่ยนเป็น workflow ใน automator ให้ผมได้)
    • watch-me-do_0.jpg
  • Stop/ Run : ปุ่มสั่งเริ่ม และหยุด workflow ส่วนมากใช้สำหรับทดสอบ workflow หรือเรียกใช้งาน workflow ที่ทำเอาไว้เสร็จแล้วผ่าน automator

ส่วนที่ 2เลือกสลับระหว่าง Library กับ Variables :

  • Library : จะเป็นชุดคำสั่ง (หรือเรียกว่า action) ที่จะเป็นการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • Variables : เป็นความสามารถใหม่ที่เพิ่งจะมีบน OS X Leopard สำหรับกำหนดค่าตัวแปรเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อเอามาใช้ยังส่วนต่าง ๆ ของ workflow ทำให้สามารถสร้าง workflow ที่หลากหลาย หรือว่าซับซ้อนขึ้นมาได้ (ดู การใช้ Variables ใน Automator ประกอบ )

ส่วนที่ 3.Library : Actions category : เป็นการรวมหมวดหมู่ของชุดคำสั่งที่เกี่ยวข้องกันเข้าไว้ด้วยกัน แยกเป็นหัวข้อต่าง ๆ เช่น Calendar ก็จะเป็นชุดคำสั่งเกี่ยวข้องกับ iCal หรือ Files & Folder จะเป็นชุดคำสั่งเกี่ยวข้องกับการจัดการ file/folder เป็นต้น

ส่วนที่ 4
Actions : เป็นชุดคำสั่งในแบบต่าง ๆ

ส่วนที่ 5
รายละเอียดของ Action ที่เราเลือก : ซึ่งจะเป็นตัวบอกเราคร่าว ๆ ว่าคำสั่งที่เรากำลังจะใช้งานอยู่นั้น ต้องการ Input แบบไหน และให้ Result เป็นอะไร

ส่วนที่ 6
Workflow pane : ส่วนนี้จะเป็นที่เอาไว้สำหรับให้เรานำคำสั่งมาต่อกันเพื่อทำเป็น workflow วิธีการใช้งานคือ เลือกคำสั่งจากทางด้านซ้ายมือ หรือจากหัวข้อที่ 4 แล้วลากมาวางตรงส่วนนี้ แล้วทำซ้ำต่อ ๆ กันไป เมื่อทำไปได้สักพักแล้วจะมีหน้าตาประมาณนี้ครับ

workflow-pane-2-1_0.jpg

ส่วนที่ 7
ปุ่ม Record และ Play/Stop อธิบายไว้แล้วในส่วนที่ 1

Automator : Workflow ชุดคำสั่งของเรา

เนื้อหาของบทความนี้ประกอบด้วย

  • พื้นฐานการทำงานกับ actions ใน workflow pane
  • การดูหน้าต่าง Log เพื่อตรวจสอบการทำงานของ workflow ที่เราสร้าง

ก่อนเริ่มเรามีคำศัพท์ที่ต้องทราบเกี่ยวกับ workflow นะครับ

  • Workflow : คือชุดคำสั่งที่เกิดจากการนำ Action หลาย ๆ อันมาต่อกันให้เค้าทำงานร่วมกันครับ
  • Action : คือคำสั่งที่จะสั่งให้โปรแกรม (Automator หรือ app อื่น ๆ ) ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • Input : ข้อมูลตั้งต้น หรือข้อมูลก่อนผ่าน Action
  • Output/Results : ข้อมูลผลลัพท์ หรือข้อมูลที่ผ่าน Action มาแล้ว

ส่วนประกอบของ Action ใน Workflow pane

workflow-pane-2-3_0.jpg

อธิบาย
        1.เป็นส่วนชื่อของ Action นั้น ๆ จะบอกเราคร่าว ๆ ว่า action นี้จะเอาไว้ทำอะไร พร้อมกับมีไอคอนที่เกี่ยวข้องบอกเราเอาไว้ด้วย (จากในรูปเป็นไอคอนของ Finder ที่จะบอกว่า action นี้เกี่ยวกับการจัดการ file/folder ผ่าน Finder ครับ)

        2.เป็นส่วนรายละเอียดของ Action ซึ่งแต่ละ action ที่เราเลือกจะมีรายละเอียดตรงนี้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเฉพาะกิจแค่ไหนและเกี่ยวกับ app อะไรบ้าง บาง action ก็ไม่มีรายละเอียดตรงนี้ให้เลือกครับ จากตัวอย่างคือ Move Finder Items จะเป็นการสั่งย้าย file ต่าง ๆ มาไว้ที่ผมต้องการ ซึ่งในส่วนของรายละเอียดตรงนี้จะให้ผมกำหนดว่า ต้องการที่จะย้ายไฟล์มาไปไว้ที่ไหน โดยเลือก To : ครับ

        3.เป็นส่วนของ Option หรือว่ากำหนดรายละเอียดปลีกย่อย จะมีให้เลือก 3 ตัวคือ

  • Results : จะเป็นการเลือกดูผลลัพท์ที่ได้จาก action ตัวนี้

workflow-02_0.jpg

  • Options : ตัวเลือกเพิ่มเติม ส่วนใหญ่จะมีให้เลือกว่า ต้องการที่จะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือนตอนที่ workflow นี้ทำงานอยู่หรือไม่ ส่วนมากจะเหมาะกับ action ที่ให้เราป้อนค่าต่าง ๆ ได้เอง หรือมีตัวเลือกมากกว่า 1 อย่าง เช่น การปรับขนาดรูป หรือเปลี่ยนชนิดของไฟล์ภาพ

workflow-03_0.jpg

  • Description : เป็นอันเดียวกับที่เราเห็นใน info pane ครับ คือเป็นรายละเอียดการทำงาน รวมไปถึง Input/Output(Results) ของ action นั้น ๆ

workflow-01-3_0.jpg

        4.ส่วน Input/Output(Results) ตรงนี้จะเป็นการบอกเราคร่าว ๆ ว่า action ที่เราจับมาใส่สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้หรือมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ถ้าทำงานร่วมกันได้ ก็จะเห็นเป็นลักษณะลูกศรลงต่อเนื่องมาแบบในภาพตัวอย่าง

ความเกี่ยวข้องกันตรงนี้ดูได้จาก Input/Output ของแต่ละ action ครับ ตามปรกติแล้ว Output/Results ของ action ตัวบน(หรือว่าก่อนหน้า) มักจะเป็น Input ของ action ตัวล่างหรือว่าตัวที่อยู่ถัดลงมาครับ

action แต่ละตัวจะทำงานร่วมกันได้ Input/Output ต้องตรงกัน หรือเป็นไฟล์ประเภทเดียวกันถึงจะทำงานได้ เช่น จากภาพตัวอย่าง

workflow-01-2_0.jpg

จากภาพตัวอย่างด้านบนนี้ Output/Results จาก action ด้านบนเป็น Files/Folders แบบเดียวกับ Input ของ action ตัวล่าง แบบนี้การทำงานจะไม่ค่อยมีปัญหา ในทางกลับกัน ถ้าเราจับเอา Input/Output(Results) ที่ไม่ตรงกันมาชนกัน ส่วนใหญ่จะ error ครับ

note : ถ้าเราต้องการลบ Action ใน workflow ของเรา ให้ไปคลิ๊กที่ปุ่มกากบาท “X” ที่มุมขวาบนของแต่ละ action ครับ

close_0.jpg

Log pane : ดูว่ามีอะไรผิดพลาดใน workflow ของเราบ้าง
การ test workflow ทำได้โดยการกดปุ่ม Run ที่ด้านบนขวาของหน้าต่าง Automator ครับ

automatr-11-1_0.jpg

ถ้าเรา test workflow ที่ Input กับ Output ไม่ตรงกันแล้ว จะมี error ขึ้นมาในด้านล่างตรง log ครับเมื่อกดเข้าไปดูก็จะมีรายละเอียดแจ้งเราว่ามีอะไรผิดพลาดบ้าง หลังจากที่เรา Test workflow ของเราด้วยการกดปุ่ม play แล้ว ที่ status bar ด้านล่างของ automator จะแสดงข้อความบอกเราครับ และถ้ามีอะไรผิดพลาดเค้าจะแจ้งให้เราทราบตรงนี้

workflow-04_0.jpg

  1. จะบอกเราว่า test ผ่านหรือไม่ และถ้ามี error เกิดขึ้น จะเตือนเรามาตรงนี้ครับ (warning)
  2. คลิ๊กตรงนี้เพื่อที่จะเข้าไปดูรายละเอียด (Log) ของ workflow เรา ให้กดเข้าไปครับจากนั้นจะมีหน้าต่างแบบนี้ขึ้นมาให้เราดูว่ามีตรงไหนที่ผิดปรกตินะครับ โดยมีเครื่องหมายตกใจ “!” กำกับตามรูปด้านล่างนี้ครับ

workflow-05_0.jpg

ดู ตัวอย่างการสร้าง workflow ประกอบ

Automator : หลักการสร้าง workflow เบื้องต้น

หลักการทำงานโดยทั่วไปบน Automator
เราจะสร้าง workflow ใน Automator ได้มีขั้นตอนคร่าว ๆ แบบนี้ครับ

automatr-pane-1_0.jpg

        1.เลือกกลุ่มคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ app ต่าง ๆ

        2.เลือกคำสั่ง (Actions) ที่เราต้องการจากนั้นลากเค้าเอามาไว้ในส่วนที่ 3

        3.เป็นที่รวมรวมคำสั่งต่าง ๆ ที่เราเลือกมาครับ หลักการทำงานของคำสั่งจะไล่ลำดับจากบนลงล่าง เมื่อเรียง workflow เป็นชุด ๆ แล้วจะมีหน้าตาประมาณนี้ครับ

workflow-pane-2-2_0.jpg

  • ดู Automator : Workflow ประกอบสำหรับวิธีการทำงานกับชุดคำสั่งใน workflow pane ครับ
  • ถ้าใช้ Variables ช่วยจะสามารถไล่ลำดับได้ซับซ้อนขึ้น ดู การใช้ Variables ใน Automator ประกอบ

        4.ปุ่ม Run : ใช้เพื่อการทดสอบ workflow ที่เราสร้างเอาไว้ว่ามีอะไรผิดปรกติในการทำงานหรือไม่ ถ้ามีสิ่งผิดปรกติ ไม่ว่าลำดับหรือ input/output ไม่ถูกต้องเค้าจะฟ้องเตือนเราขึ้นมาตรงนี้ครับ แนะนำว่าควรจะทำการทดสอบ workflow จากตรงนี้ว่าใช้งานได้จริงก่อนที่จะ Save ออกไป

        5.หลังจากสร้าง workflow ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราต้องการแล้ว ก็ต้อง save เอาไว้ครับ ใน Automator ไปที่เมนูบาร์เลือก File/ Save.. โดยเลือกอันใดอันหนึ่งครับ ส่วนรายละเอียดของการ Save แบบต่าง ๆ ดูได้จาก link ด้านล่างประกอบ ก็เป็นอันจบการสร้าง workflow ของเราครับ =)

สำหรับการ Save ไฟล์ในแบบต่าง ๆ ดู การ Save workflow ของเราไปใช้งานในลักษณะต่าง ๆ ประกอบ

Automator : การ save workflow ของเราไปใช้งานในลักษณะต่าง ๆ

เมื่อเราสร้าง Workflow บน Automator เสร็จแล้ว ที่เราต้องทำต่อมาคือ Save workflow นั้นไว้ใช้ครับ และในบทความนี้จะเขียนอธิบายถึงการ Save workflow ไปใช้งานในลักษณะต่าง ๆ

automatr-save_0.jpg

Save :
เป็นการ save แบบปรกติเป็น workflow ทั่วไปโดยจะเป็นไฟล์ที่ต้องสั่ง Run ผ่าน Automator เท่านั้น

Save As... :
ให้เราเลือก Save workflow ระหว่าง

  • Workflow : เป็นไฟล์ workflow แบบปรกติที่ทำงานบน Automator มีหน้าตา icon แบบนี้

automatr-save-4.jpg

  • Application : เป็น Stand alone application ที่สามารถจะทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องเปิด Automator ครับ และสามารถนำไปใช้บน Mac เครื่องอื่น ๆ ได้ด้วย เมื่อ save เป็น application แล้ว จะมีหน้าตาแบบรูปด้านล่างนี้

automatr-save-3.jpg

Save As Plug-in... :
จะเป็นการ Save เพื่อเป็นส่วน Plugin เพิ่มความสามารถให้กับ App ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วบน OS X ครับ เช่น Finder เมื่อเราเลือกหัวข้อนี้ จะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมาถามแบบนี้

automatr-save-01.jpg

  1. Save Plug-in As : ให้เราตั้งชื่อ Plug-in ตัวนี้ครับ (ควรจะตั้งชื่อที่สื่อให้รู้ว่า Plugin ตัวนี้เอาไว้ใช้ทำอะไรจะดีมากครับ สะดวกในการเรียกใช้งานภายหลัง)
  2. Plug-in For : เลือกตรงนี้เพื่อที่จะกำหนดว่าจะให้ Plugin ที่เรากำลังจะ save นี้ไปอยู่ตรงไหนของ OS X ครับ เมื่อคลิ๊กเข้าไป จะมีหัวข้อให้เลือกตามนี้

automatr-save-02.jpg

อธิบาย

  • หัวข้อ Finder : จะเป็น Plug-in เสริมที่สามารถเรียกได้จากการคลิ๊กขวา (Ctrl+Click) บน Finder

submenu_0.jpg

  • หัวข้อ Folder Actions : เอาไว้สำหรับฝัง workflow เข้าไปกับ Folder ปรกติเพื่อการทำงานตาม workflow ที่เราตั้งเอาไว้ ที่เราจะได้คือหน้าตา Folder ปรกติแต่จะทำงานเมื่อมี file ถูกลากลงไปไว้ข้างในครับ

มีวิธี setup Folder Actions

หลังจากที่ Save workflow เป็น Folder actions เรียบร้อยแล้ว บางครั้งจะมีช่องให้ติ๊ก Enable Folder Actions ตาม Folder ที่เรากำหนดให้เลย แต่บางทีก็ไม่มีครับ ถ้าไม่มี เราสามารถที่จะ Enable Folder Actions เองได้ด้วยวิธีนี้

ขั้นตอนที่1.ไปที่ Folder ที่เราต้องการจะผูก workflow ที่เรา save เอาไว้ แล้วคลิ๊กขวา (Ctrl+Click) เลือก More/Config Folder Actions

fldr-action-02.jpg

ขั้นตอนที่ 2.จะมีหน้าต่างใหม่แสดงขึ้นมา ให้กำหนดค่าตามนี้ครับ

fldr-action-03-1.jpg

  1. เลือก Folder action ที่เราต้องการจากที่ save เอาไว้ (จากภาพตัวอย่างมีรายการที่เป็นสีแดงอยู่แสดงว่าตัว folder actions นั้นหายไปแล้ว หรือว่า path ไม่สมบูรณ์ครับ - มีบางส่วนที่ผมลบทิ้งไปบ้างแล้ว ณ ตอนที่เขียนบทความนี้อยู่)
  2. จะแสดงรายการ .scpt ให้เราเลือกขึ้นมา ปรกติจะเลือกไว้อยู่แล้ว ปรกติเอาไว้ให้เรา edit เองได้ด้วยการแก้ไข Apple Script ครับ แต่สำหรับผู้ใช้บ้าน ๆ (เช่นผม) ให้ผ่านไปขั้นต่อไปเลย แบร่..
  3. เลือก Enable Folder Actions จากตรงนี้

วิธีใช้งานก็ให้ลาก file ลง folder ที่ตั้งเอาไว้ได้เลย แล้วจากนั้นจะมีการทำงานแบบอัตโนมัติตาม workflow ของเราเกิดขึ้น

note : สำหรับการตั้ง folder actions นี้ ผมคิดว่าบน 10.5 ทำงานแบบผีเข้าผีออกอยู่ครับ คาดว่าน่าจะเป็น bug (ปัจจุบัน 10.5.5 แล้วปัญหานี้ก็ยังไม่หาย) คือคุณสั่งงาน 2 ครั้ง ให้ผลไม่เหมือนกัน หรือไม่ก็หยุดการทำงานไปกลางทางเอาดื้อ ๆ แบบไม่มีเหตุผล .. ถ้าต้องการใช้ workflow นี้จริง ๆ ให้เลี่ยงไปใช้การ save แบบอื่นหรือว่า save เป็น application แทนครับ เวลาใช้ก็ลากไฟล์ลงตัว application ซึ่งให้ผลเหมือนกัน และผิดพลาดน้อยกว่ามากครับ

  • หัวข้อ Ical Alarm : เป็นการนำ workflow ไปผูกเข้ากับ Alarm บน iCal ครับ เมื่อเลือกตรงนี้ จะเป็นการสร้าง Event กำหนดการตั้งเตือนให้เปิดไฟล์ ที่เราเพิ่ง save เอาไว้ให้ทำงานบน iCal ในส่วนปฎิธินของ Automator ครับ

ical-alrm-02.jpg

ical-alrm-01.jpg

  • หัวข้อ Image Capture : นำ workflow ไปผูกเข้ากับขั้นตอนระหว่างการใช้งาน Image Capture ที่จะเอาไว้สำหรับถ่ายโอนไฟล์ภาพ digital จากเครื่อง scanner หรือว่ากล้อง digital เข้ามาในเครื่องเราครับ ซึ่งตามที่ผมเข้าใจ เค้าจะทำงานเองถ้าเกิดมีการถ่ายโอนไฟล์จาก Image Capture เกิดขึ้น
  • หัวข้อ Print Workflow : จะเพิ่มตัวเลือกในการ Print ให้เราครับ

print-workflw.jpg

  • หัวข้อ Script Menu : save ให้ workflow ของเราเข้าไปรวมอยู่ใน Script menu สำหรับผู้ที่ชอบสั่งงาน Apple Script ผ่าน menu bar ครับ

วิธีลบ Workflow ที่เรา Save เป็น Plug-in เอาไว้แล้วออกจากส่วนต่าง ๆ ของเครื่อง
workflow ที่ถูก save เข้าไปเป็น Plug-in ยังส่วนต่าง ๆ ของ OS X นี้ ถ้าเราต้องการแก้ไข้หรือต้องการเอาออก ให้เปิด Finder ขึ้นมาแล้วไปที่

Home Folder (แฟ้มด้านซ้ายรูปบ้าน เป็นชื่อเราเอง) /Library/Workflows/Applications

delete-wkflw.jpg

แล้วเราจะเห็นส่วนต่าง ๆ ที่เราเลือกเอาไว้แบบนี้ครับ .. จากนั้นอยากจะเอาตัวไหนออกก็ลบได้เลย
หรือในทางกลับกัน ถ้าเราโหลด Folder Actions มาจากใน Internet ก็ให้จับมาใส่ไว้ในนี้เพื่อที่จะได้เรียกใช้งานได้นะครับ

Tips :
เมื่อเรา save ไฟล์ออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบ workflow, application หรืออื่น ๆ เราสามารถที่จะใช้ Automator เพื่อทำการแก้ไชไฟล์นั้นได้ครับ สังเกตความแตกต่างได้จาก title ตอนบนของหน้าต่าง Automator ครับ

automatr-save-05.jpg

แบบ Workflow ปรกติ

automatr-save-06.jpg

แบบ Application

Automator : ตัวอย่าง workflow แบบต่าง ๆ

ในส่วนนี้จะเป็นตัวอย่างการสร้าง workflow จาก automator ที่ผมทำเอาไว้สำหรับใช้งานเองด้วยส่วนหนึ่ง และเพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง workflow ขึ้นมาเองสำหรับผู้สนใจทั่วไปนะครับ

เนื้อหาในส่วนนี้ประกอบไปด้วย

  1. การสร้าง workflow เอาไว้สำหรับย่อไฟล์ภาพแบบง่าย ๆ - สำหรับย่อรูปทีละเยอะ ๆ ในคลิ๊กเดียว เนื้อหามีทั้งหมด 2 ตอนครับ
  2. ตัวอย่างการใช้งาน Variables ใน Automator - ในตัวอย่างนี้ จะอ้างอิงจาก workflow ของการย่อรูปในตัวอย่างในหัวข้อที่ 1 แล้วนำมาเพิ่มเติม Variable เข้าไป เพื่อให้ทำงานได้หลากหลายมากขึ้น

ถ้าพบข้อผิดพลาด หรือไม่เข้าใจตรงไหนก็ทิ้งคำถามเอาไว้ได้จากใน comment หน้านั้น ๆ
หรือจะอีเมล์มาหาผมก็ได้ที่ kok[แอด]macmuemai.com ครับ =)

ขอให้มีความสุขในการใช้งาน Automator ครับ
ก๊อก

note : ถ้าหัวข้อทางด้านซ้ายใน How-Tos ซ้อนกันจนอ่านไม่รู้เรื่อง ให้เลือกจากรายการด้านล่างนี้ หรือจาก Automator Sample tags ทางด้านซ้ายมือครับ

Automator : ตัวอย่าง Rename files เป็นกลุ่ม

ผมมีความตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับ workflow ตัวนี้มาพักใหญ่ ๆ แล้วแต่ก็ทำนู่นทำนี่ลืมจนลืมในที่สุด จนมีกระทู้จากคุณ od2504 ที่มาถามเกี่ยวกับวิธี rename ไฟล์เป็นกลุ่ม ผมเลยอยากที่จะอธิบายตรงนี้แบบละเอียดตามที่ตั้งใจเอาไว้

ก่อนอื่น นี่เป็นบทความเกี่ยวกับตัวอย่าง workflow ที่ผมใช้งานจริง ดังนั้นโปรดอ่านเกี่ยวกับพื้นฐานการใช้งาน Automator ตามหัวข้อด้านล่างนี้ก่อนสำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้นะครับ

  • Automator : เกี่ยวกับ Automator
  • workflow : ชุดคำสั่งของเรา
  • กลักการสร้าง workflow
  • การ Save workflow ไปใช้ในลักษณะต่าง ๆ

โดยเนื้อหาบทความนี้จะแบ่งเป็น 2 ตอน

  • รูปแบบการสร้าง workflow สำหรับ Rename ไฟล์เป็นกลุ่ม และการนำไปใช้กับ Finder
  • รายละเอียดของคำสั่ง Rename Finder Items แบบ Make Sequential

เลือกดูได้จากหัวข้อด้านล่างนี้นะครับ =)

Automator : ตัวอย่าง Rename files เป็นกลุ่ม #1

ขั้นตอนที่ 1
เปิด Automator ขึ้นมา เพื่อสร้าง workflow มี welcome screen ขึ้นมาให้เลือก Custom แล้วเราจะได้หน้าเปล่า ๆ ของ Automator ขึ้นมา

ขั้นตอนที่ 2
สร้าง workflow ตามนี้
Action ที่ 1 = Get Selected Finder Items (จากหมวด Files & Folders)
Action ที่ 2 = Rename Finder Items (จากหมวด Files & Folders)
 - ให้เลือก Options Show workflow when it runs ด้วย

เสร็จแล้วจะได้หน้าตาประมาณนี้ครับ

automatr-rename-1_1.jpg

อธิบาย

  • Get Selected Items : ให้เราเลือกไฟล์ที่ต้องการจะเปลี่ยนชื่อ ก่อนสั่ง workflow ให้ทำงานครับ ซึ่งถ้าสั่ง workflow ตอนที่เรายังไม่ได้เลือกไฟล์อะไรไว้ จะไม่มีการทำงานเกิดขึ้น
  • Rename Finder Items : action นี้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อไฟล์ในรูปแบบต่าง ๆ ในตัวอย่างนี้ เลือก Make Sequential ครับ จะเป็นการเปลี่ยนชื่อไฟล์แบบไล่ลำดับ (ดูการใช้งาน Make Sequential แบบละเอียดได้จาก ที่นี่ ประกอบครับ)

ขั้นตอนที่ 4
ทดสอบ workflow นี้ด้วยการเลือกไฟล์ที่ต้องการเอาไว้ จากนั้นสั่ง RUN ครับ

ขั้นตอนที่ 5
เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่เราต้องการแล้ว ให้ Save workflow นี้ออกมาเป็นแบบ Application ครับ จากนั้นก็จับเข้ามาวางไว้ใน Toolbar ของ Finder เพื่อที่จะสามารถเรียกใช้ workflow นี้ได้จาก Finder ครับ (ไม่ต้องเปิด automator มาสั่งงานอีกต่อไป)

ดูรายะเอียดการ Save ในการนำ workflow มาทำงานกับ Finder ได้จากในนี้ครับ (ใช้วิธีการเดียวกัน)
http://macmuemai.com/content/538

หมดแล้วครับ =)

Automator : ตัวอย่าง Rename files เป็นกลุ่ม #2

อธิบายส่วนประกอบต่าง ๆ ของการเปลี่ยนชื่อไฟล์แบบ Sequential

automatr-rename-1-1_7.jpg

1.เลือกการเปลี่ยนชื่อไฟล์แบบ Make Sequential จะเป็นการใส่ลำดับเลขลงไปในชื่อไฟล์ครับ เช่น

  • ABC-01.jpg
  • ABC-02.jpg
  • ABC-03.jpg...

2.Add number to : จะเป็นการเลือกว่าจะเพิ่มลำดับอย่างไร

  • existing item name : เป็นการใส่ลำดับลงไปต่อท้ายชื่อไฟล์เดิม
  • new name : ให้เราตั้งชื่อไฟล์ใหม่ พร้อมกับมีลำดับลงไปในชื่อไฟล์ใหม่ด้วย

3.รายละเอียดการใส่ลำดับ

  • Place number : ให้เราเลือกว่า จะใส่ลำดับเลขอลงไปในชื่อไฟล์อย่างไร ระหว่าง

before name : ใส่ลำดับไปก่อนชื่อไฟล์
after name : ใส่ลำดับลงไปหลังชื่อไฟล์

  • Start numbers at : กรอกค่านับเลขแรกลงไปครับ สามารถกำหนดให้เริ่มลำดับไฟล์ตามตัวเลขที่ต้องการได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ 1 เสมอไป

  • Separate by : เป็นการกำหนดว่าจะให้มีอะไรอยู่ระหว่างชื่อไฟล์กับเลขลำดับหรือไม่

dash : ใช้เครื่องหมาย “-” (ลบ)คั่น เช่น abc-01.jpg
period : ใช้เครื่องหมาย “.” (จุด)คั่น เช่น abc.01.jpg
space : เป็นการเว้นวรรค เช่น abc 01.jpg
under score : ใช้เครื่องหมาย “_” (ขีดล่าง)คั่น เช่น abc_01.jpg
nothing : ไม่มีอะไรคั่น เขียนติดกันทั้งชื่อไฟล์กับลำดับ abc01.jpg

  • Make all numbers XX digits long : เป็นการกำหนดว่าจะให้ลำดับไฟล์เป็นเลขกี่หลักครับ

⁃ 1 digit log = เลขหลักเดียว เช่น abc-1.jpg
⁃ 2 digit log = เลขสองหลัก เช่น abc-01.jpg
⁃ 3 digit log = เลขสามหลัก เช่น abc-001.jpg

  • Example : ตรงนี้จะแสดงตัวอย่างชื่อไฟล์ใหม่ตามข้อกำหนดที่เราเลือกนะครับ ลองเล่นดู

4.ให้เลือก Options : Show this action when the workflow runs เอาไว้ด้วย เวลาสั่งให้เค้าทำงานเราจะได้ตั้งรายละเอียดได้ครับ

Automator : ตัวอย่าง workflow #1/2 - ย่อรูปทีละเยอะ ๆ ในคลิ๊กเดียว

ในบทความนี้จะเป็นตัวอย่าง workflow ที่ผมทำขึ้นง่าย ๆ มีจุดประสงค์เพื่อให้เห็นภาพขั้นตอนและแนวคิดในการสร้าง workflow ไว้ใช้เองในเบื้องต้น

ตัวอย่างที่ผมเลือกมาทำคือ การย่อรูปครั้งละเยอะ ๆ ครับ .. คิดว่าหลาย ๆ คนยังไม่ทราบตรงนี้ และน่าจะที่ได้เอาไปใช้เองได้อีกในอนาคตเพราะมีขั้นตอนที่ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนมากนัก โดยจะมีเนื้อหาดังนี้

  • การเริ่มต้นสร้าง workflow เพื่อย่อขนาดไฟล์ภาพทีละเยอะ ๆ
  • การปรับแต่ง workflow เดิม ๆ ให้ทำงานได้หลากหลายมากขึ้น

note : ให้ลองเปิด Automator แล้วมั่วไปด้วยกันเลยครับ ยิ้ม

ขั้นตอนที่ 1 :
เรียกใช้งาน Automator ขึ้นมาจากใน Applications/Automator.app เราจะเจอหน้าต่าง welcome screen แบบนี้

scale-img-01_1.jpg

อธิบาย

  1. เลือกหัวข้อ Photo & Images : ตรงนี้จะเป็นการให้ Automator เริ่มต้น workflow ให้เราครับในกรณีที่เราไม่เคยใช้มาก่อนทำให้เริ่มต้น workflow ได้เร็วขึ้น
  2. มี 2 หัวข้อให้เลือก
    • ในหัวข้อ Get content from เลือก my Mac : เพื่อบอกว่าเราต้องการนำไฟล์จากที่ไหนมาป้อนให้ workflow ของเรา
    • เลือก Ask for image files when my workflow runs : ตรงนี้จะเป็นการบอกให้มีการถามหาไฟล์ภาพเมื่อเราสั่งงานไปแล้ว
  3. จากนั้นเลือก Choose เพื่อยืนยัน

ขั้นตอนที่ 2:
เราจะเข้าสู่หน้าต่างของ Automator พร้อมกับมี Action 1 อันมาให้แล้วคือ Ask for Finder Items

scale-img-06_1.jpg

ขั้นตอนที่ 3:

scale-img-07-1_1.jpg

อธิบาย

  1. ในช่อง Library ด้านซ้ายสุด ให้เลือก Photos หมวดเกี่ยวกับรูปภาพ (มี icon เป็นรูปไฟล์ภาพ)
  2. จากนั้นในช่องถัดมา ค้นหา Action ชื่อว่า Scale Images แล้วให้ลาก Action นี้มาไว้ใน workflow pane ทางด้านขวามือครับ ในตำแหน่งที่ 3

ขั้นตอนที่ 4:
จะมีหน้าต่างมาถามเราขึ้นมามีใจความว่า Action นี้จะทำการเปลี่ยนแปลงไฟล์ภาพต้นฉบับนะ เราต้องการที่จะสร้างสำเนาเอาไว้หรือไม่

scale-img-02_1.jpg

ให้เลือก Add เพื่อเป็นการสร้างสำเนาไฟล์ต้นฉบับเอาไว้อีกชุดหนึ่งกันพลาด

note : สำหรับคนที่แม่นแล้ว หรือว่าทำเสาเนาไฟล์เอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ก็เลือกข้ามตรงนี้ไปก็ได้ครับ ซึ่งถ้าเลือกข้ามตรงนี้ไป (Don’t Add) ก็จะไม่มี Action Copy Finder Items โผล่ขึ้นมาเหมือนขั้นตอนต่อไปนะครับ =)

ขั้นตอนที่ 5:
หลังจากเราเลือก Add ไปแล้ว จะเห็นว่าจะมี workflow เพ่ิมขึ้นมาคั่นตรงกลางระหว่างอันแรก (1) ที่เราสร้างเอาไว้แต่เดิม กับ Scale images (2)ที่เราเลือกเข้าไปครับ

scale-img-03-1_1.jpg

workflow อันนี้มีชื่อว่า Copy Finder Items จะเป็นการสร้างสำเนาไฟล์ที่เรานำมาใส่ใน workflow ไว้อีกชุดหนึ่ง ก่อนที่จะเปลี่ยนขนาดครับ ซึ่งสรุปแล้ว หลังจาก workflow ชุดนี้ทำงาน เราจะได้ไฟล์ภาพสุดท้าย 2 ชุดด้วยกันคือ

  1. ไฟล์ที่ถูกเปลี่ยนขนาดแล้ว
  2. ไฟล์ภาพเดิม(สำเนาต้นฉบับ)ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนขนาด

หมดแล้วครับ จากนั้นก็กดปุ่ม Run ด้านมุมบนขวามือเพื่อทำการใช้งาน workflow ที่เราเพิ่งสร้างเสร็จไป.. ลองกด Run ดูนะครับ หรือจะลองเปลี่ยนค่าที่มีให้เลือกตรงรายละเอียดของแต่ละ Action ดู ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด workflow จะทำให้เกิดเหตุการณ์ประมาณนี้ขึ้นมาครับ

  • Action#1 :หลังจากกด RUN ไปแล้ว จะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เรา browse ไฟล์ภาพที่ต้องการจะย่อขนาด ให้เลือกไฟล์ภาพขึ้นมา (จะมากกว่า 1 ไฟล์ก็ได้ ถ้าเราติ๊กที่ Allow Multi Selection เอาไว้) จากนั้นกด Choose
  • Action#2 : มีการสร้างสำเนาไฟล์ภาพที่เราเลือกเอาไว้ขนาดเท่าต้นฉบับลงใน Desktop (หรือที่อื่นถ้าเกิดเราเปลี่ยนใน workflow) แบบอัตโนมัติ
  • Action#3 : ไฟล์ต้นฉบับที่เราเลือกเอาไว้ จะถูกย่อเป็นขนาดใหม่ตามค่าที่เรากำหนดใน workflow แบบอัตโนมัติ หลังจากเค้าทำงานจบ จะมีเสียงแจ้งเตือนเรามาครับ =)

สำหรับการสร้าง workflow การย่อรูปหลัก ๆ จะมีแค่นี้ครับ แต่ผมจะเขียนต่อเพื่ออธิบายถึงขั้นตอนต่าง ๆ แบบละเอียดต่อไปนะครับ
Action #1 : Ask For Finder Items
เป็น action แรกที่เราสร้างขั้นมาจากหน้าต่าง welcome screen ตอนเปิด automator ขึ้นมา

scale-img-03-2-1_1.jpg

  • Prompt : คือจะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เราเลือกเมื่อ workflow ทำงานว่าเราจะเอาไฟล์ภาพจากไหนใส่เข้ามา (เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นค่า Fix ของ action ตัวนี้)
  • Start at : ให้เริ่ม browse จาก Desktop (เปลี่ยนแปลงได้ตามเหมาะสม)
  • Type : เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาเฉพาะ file หรือว่าทั้ง folder เข้ามา ให้เลือกเป็น Files เพียงอย่างเดียวเอาไว้ เพราะคำสั่งเปลี่ยนขนาดภาพที่อยู่ด้านล่างจะไม่รองรับกับข้อมูลแบบ Folder ครับ
  • Allow Multiple Selection : เลือกติ๊กตรงนี้เพื่อที่จะสามารถเลือกไฟล์ได้มากกว่าครั้งละ 1 ไฟล์

note : ในหัวข้อ Type ถ้าเลือกเป็น Folder ไว้ จะไม่มีการเปลี่ยนขนาดภาพเกิดขึ้นจาก Action ที่ 3 แต่จะมีการทำสำเนาเกิดขึ้นจาก Actions ที่ 2 ครับ เพราะ Action ที่ 2 : Copy Finder Items นั้นรองรับกับข้อมูลแบบ Folder ได้ด้วย... ถ้ายังงงอยู่ ก็ลองเลยครับ =)
Action #2 : Copy Finder Items
Action นี้จะทำหน้าที่ copy files/folder ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจาก action ด้านบน แล้วทำสำเนาขึ้นมาใหม่ยังปลายทางที่เราต้องการครับ

scale-img-03-3_1.jpg

  • To: กำหนดว่าเราต้องการสร้างสำเนาไฟล์ขึ้นมาที่ไหน
  • Replacing existing files : ถ้าเลือกตรงนี้เอาไว้ แล้วเกิดกรณีไฟล์ต้นฉบับกับไฟล์สำเนามาอยู่ที่เดียวกัน (เช่นบน desktop เหมือนกัน) เค้าจะ copy ทับไฟล์เก่าที่เคยมีในชื่อเดียวกันไปครับ กลับกัน ถ้าเราปล่อยไว้ไม่ติ๊ก ถ้าเกิดเราสร้างสำเนามาอยู่ที่เดียวกับต้นฉบับ เค้าจะเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้ครับ ไม่เซฟทับของเดิม จากตัวอย่างผมเว้นตรงนี้เอาไว้ครับ กันพลาด =)

Action #3 :Scale Images เป็นคำสั่งเปลี่ยนขนาดของไฟล์ภาพ

scale-img-03-4_1.jpg

โดยทั่วไปเราสามารถกำหนดการเปลี่ยนขนาดไฟล์ภาพได้ 2 แบบคือ

  • To Size (pixels) : จะเป็นการกำหนดค่า Pixel (จะกำหนดแบบ Fix ตายตัว หรือจะกำหนดเองตอน workflow ทำงานก็ได้ ดู tips ด้านล่างต่อไปประกอบครับ)
  • By Percentage : ย่อขนาดเป็นเปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างสะดวกมากสำหรับคนที่ต้องย่อภาพในอัตรส่วนที่เท่า ๆ กันครั้งละเยอะ ๆ

Tips
ถ้าเราต้องการกำหนดขนาดเองทุกครั้งที่ workflow ทำงาน เราสามารถทำได้ โดยเลือกไปที่ Options (ใน Scale Images นี่ล่ะครับ) แล้วเลือก Show this action when the workflow runs

ซึ่งถ้าเราเลือกตรงนี้ไปแล้ว และสั่ง Run workflow ให้ทำงาน จะมีหน้าต่างนี้ขึ้นมาถามเราครับ ให้เรากำหนดได้ว่าจะย่อรูปแบบไหน ที่ขนาดเท่าไหร่

scale-img-08_1.jpg

ผมแบ่งเนื้อหาตัวอย่างของ workflow ย่อรูปออกเป็น 2 ตอนนะครับ เพื่อสะดวกในการเปิดหน้าเวป .. จากตรงนี้เป็นอันหมดเนื้อหาในตอนที่ 1 แล้ว เข้าไปอ่านตอนที่ 2 ได้ที่ http://macmuemai.com/content/538

Automator : ตัวอย่าง workflow #2/2 - ย่อรูปทีละเยอะ ๆ ในคลิ๊กเดียว

เป็นตอนที่ 2 ต่อจาก Automator : ตัวอย่าง workflow #1/2 - ย่อรูปทีละเยอะ ๆ ในคลิ๊กเดียว นะครับ เนื้อหาในตอนนี้จะต่อเนื่องมาจากตอนที่แล้วที่หลังจากสร้าง workflow และรู้จักการทำงานของเค้าไปบ้างแล้ว เนื้อหาในตอนนี้จะกล่าวถึง

  • การนำไปประยุกต์ใช้งานจริงในรูปแบบต่าง ๆ
  • การเพิ่มความสามารถให้กับ workflow แบบบ้าน ๆ

เมื่อเราสร้าง workflow เสร็จไปแล้วใน Automator แต่ผมต้องการที่จะใช้งาน workflow นี้แบบรวดเร็วโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิด Automator ขึ้นมาสิ่งที่ผมต้องทำมีตามนี้ครับ

note : ดูเรื่อง Automator : การ Save workflow ของเรา ประกอบ

ขั้นตอนที่ 1
ในหน้า Automator ของเราที่เพิ่งทำเสร็จไป ให้ไปที่เมนูบาร์เลือก File/ Save as..

save-as-02_0.jpg

save-as-01_0.jpg

จะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา ให้กำหนดค่าตามนี้ครับ

  1. ตั้งชื่อที่เราต้องการ (ควรจะเกี่ยวกับ workflow ที่เราจะใช้นะครับ จะได้สะดวกเวลาใช้งานภายหลัง)
  2. เลือกว่าจะ Save ไปไว้ที่ไหน
  3. เลือก File Format เป็นแบบ Application เพื่อที่จะให้ workflow นี้ทำงานได้ด้วยตัวของเค้าเอง (Stand alone) ครับ
  4. จากนั้นเลือก Save เพื่อยืนยัน

จริง ๆ จะหมดแค่ตรงนี้ก็ได้ครับ แต่ถ้าเราต้องการใช้งาน workflow ให้สะดวกกว่านั้น ให้ดูขั้นตอนต่อไปครับ จะเป็นการนำ workflow ที่เรา save ไว้เป็น application นี้มาฝังอยู่ใน Finder ของเรา

ขั้นตอนที่ 2
ใน Finder ให้ browse ไปยังที่ ๆ เรา save เค้าเอาไว้จากขั้นตอนด้านบน เราจะเห็นว่า สัญลักษณ์ไฟล์เป็น icon ที่ไม่เหมือนเรา Save workflow ตามปรกติ คือถ้าเราเลือก save แบบ Application เค้าจะมีหน้าตาแบบนี้ (เหมือนหุ่นยนต์ครับ)

save-as-03_0.jpg

note : สำหรับ workflow ที่เรา save ไว้แบบ application นี้ เค้าจะเหมือน app ทั่วไปตามปรกตินะครับ สามารถที่จะนำไปใช้เพื่อทำงานแบบเดียวกันบนเครื่อง Mac เครื่องอื่นได้

ขั้นตอนที่ 3
ใน FInder ให้คลิ๊กที่ icon ของ workflow ที่เป็นแบบ Application นี้ แล้วลากเค้ามาไว้บนที่ว่างของ Toolbar ใน Finder ครับ (ต้องค้างเอาไว้สักครู่นึง)

save-as-04_0.jpg

แล้วเราจะได้แบบนี้..

save-as-05_0.jpg

ซึ่งหลังจากนี้ต่อไปถ้าเราต้องการจะเรียกใช้งาน workflow นี้ก็สามารถคลิ๊กได้จากบน finder เราได้เลยโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิด Automator ขึ้นมาแล้วครับ =)

note : บน Toolbar ของ Finder เราสามารถลาก app ต่าง ๆ มาเก็บเอาไว้ในนี้ได้เหมือนกันด้วยวิธีเดียวกันนี้ครับ

Tips
ถ้าเราต้องการให้ workflow นี้ทำงานจากไฟล์ที่เราเลือกเอาไว้เลยตอนที่สั่งงาน แทนที่จะต้องเลือกไฟล์ใหม่ทุกครั้งหลังจากสั่ง workflow ให้ทำงาน

  • ให้เปลี่ยน Action แรกใน workflow เป็น Files/Folder : Get Selected FInder Items ครับ

ถ้าต้องการย่อภาพสำหรับลงในเวป

  • เพิ่ม Sharpen หรือ Photo effect อื่น ๆให้พิ่ม Action = Photos : Apply Quartz Composition Filter to Image Files ลงไปหลัง Action สุดท้ายครับ และกำหนด Option ให้แสดง workflow ตอนทำงาน เพื่อที่เราจะได้เลือกได้ว่าจะปรับตรงไหนบ้าง (ถ้าใช้แล้วไม่ได้ผล ให้แทรกลงไปก่อนหน้าแทน)
  • ถ้าต้องการเปลี่ยนชนิดของไฟล์ภาพ ให้เพิ่ม Action = Photos : Change Type of Images ลงไปใน Action สุดท้าย และเลือก Option ให้แสดง workflow ตอนทำงาน

Automator : ตัวอย่างการใช้งานค่า Variables ใน Automator

บทความนี้จะเป็นตัวอย่างการใช้งานเกี่ยวกับค่า Variables ของ Automator นะครับซึ่งจะนำ workflow จากบทความตัวอย่างสำหรับการย่อรูป มาปรับปรุงต่อกัน ซึ่งจะมีการข้ามเนื้อหาบางส่วนที่เคยเขียนไว้แล้วไป ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็ลองอ่านบทความนั้นก่อนเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหานะครับ

Variables : เป็นคล้าย ๆ ตัวแปรที่จะจำข้อมูลของผลลัพท์ที่เกิดขึ้นใน workflow แล้วนำมาใช้ตรงไหนก็ได้ของ workflow ครับ .. คือปรกติการทำงานของ workflow ทั่วไป จะทำงานแบบไล่จากบนลงล่าง เราจะสั่งข้ามขั้นตอนหรือว่าใช้ผลลัพท์จาก action อื่นมาเป็น input ไม่ได้.. แต่ Variables จะเป็นตัวช่วยให้เราทำตรงนี้ครับ ซึ่งทำให้เราสามารถสร้าง workflow ที่สลับซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมได้

workflow ปรกติเป็นประมาณนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 ได้ผลลัพท์เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่ 2 เท่านั้น
  • ขั้นตอนที่ 2 ได้ผลลัพท์เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่ 3 เท่านั้น
  • ขั้นตอนที่ 3 ได้ผลลัพท์เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่ 4 เท่านั้น
  • ขั้นตอนที่ 4 ได้ผลลัพท์เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่ 5 เท่านั้น
  • ขั้นตอนที่ 5 จบการทำงาน

ถ้าเราใช้ Variables ช่วย เราสามารถทำได้แบบนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 ได้ผลลัพท์เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่ 2,3,4 หรือ 5
  • ขั้นตอนที่ 2 ได้ผลลัพท์เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่ 3 ,4 หรือ 5
  • ขั้นตอนที่ 3 ได้ผลลัพท์เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่ 4 หรือ 5
  • ขั้นตอนที่ 4 ได้ผลลัพท์เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่ 5
  • ขั้นตอนที่ 5 จบการทำงาน

note : ที่ไฮไลท์สีนำเงินคือความแตกต่างในการใช้ Variables เข้าช่วยครับ

ตัวอย่าง :
จากเดิมผมทำ workflow สำหรับย่อรูปปรกติทั่วไปแต่ผมต้องการเพิ่มขั้นตอนบางอย่างลงไปให้ workflow เดิมครับ มีโจทก์เป็นแบบนี้..

ผมต้องการให้ทุกครั้งที่มีการสั่ง workflow เพื่อย่อรูป จะมีการสร้าง folder ขึ้นมาใหม่แบบอัตโนมัติ (จะตั้งชื่อเองหรือไม่ก็ได้) แล้วย้ายไฟล์ที่ย่อแล้วไปไว้ใน folder นั้นทุก ๆ ครั้งเมื่อย่อรูปเสร็จแล้ว

จากตรงนี้ จะเห็นว่า แค่ย่อรูปกับสร้าง folder ขึ้นมาใหม่ workflow ปรกติก็สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไร ให้มีการย้ายไฟล์รูปที่ย่อเสร็จแล้วลงไปใน folder ใหม่ ... ตรงนี้เป็นขั้นตอนที่ปรกติเราทำแบบอัตโนมัติไม่ได้ เราเลยต้องอาศัย Vaiables ช่วย

ภาพรวม
workflow ย่อรูปของเดิมเป็นแบบนี้

  • Action 1 : Ask for Finder Items
  • Action 2 : Copy Finder Items
  • Action 3 : Scale Images

workflow ใหม่จะแทรก Action ต่อไปนี้ลงไป (Action ใหม่จะเป็นสีแดง)

  • Action 1: Files & Folders / New Finder
  • Action 2 : Utilities / Set Value for Variables
  • Action 3 : Ask for Finder Items
  • Action 4 : Copy Finder Items
  • Action 5 : Scale Images

อธิบาย
เปิด workflow สำหรับย่อรูปของเราที่ save เอาไว้ขึ้นมา (ใครยังไม่มี ลองทำตามในบทความก่อนหน้านี้นะครับ ยิ้ม)

ขั้นตอนที่ 1
แทรก Action : New Folder จากในหัวข้อ Files & Folders มาไว้ในขั้นตอนแรก ถ้าต้องการตั้งชื่อ Folder ใหม่เองตอน workflow ทำงาน ให้เลือก Options : Show this action when the workflow runs ครับ

note : ถ้าใครยังสร้าง workflow ไม่คล่อง รบกวนดู ตัวอย่าง workflow สำหรับย่อรูป ทั้ง 2 ตอนประกอบนะครับ

ขั้นตอนที่ 2
แทรก Action : Set Value for Variables (ในหัวข้อ Utilities) เป็น Action ที่ 2 ครับ

sample-va-03_0.jpg

เมื่อแทรกเข้ามาแล้ว หน้าตาของ Action : Set Value for Variables จะเป็นแบบนี้

sample-va-01_0.jpg

เสร็จแล้วจะได้หน้าตา workflow ใหม่ประมาณนี้ครับ (ผมพับ workflow บางอันเก็บไป เปิดเฉพาะอันที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใหม่นะครับ)

sample-va-02_0.jpg

สังเกตว่า Action 2 กับ Action 3 นั้นไม่เชื่อมต่อกันนะครับ หมายความว่า workflow นี้จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ชุดด้วยกัน

  • ชุดแรกคือการสร้าง folder ใหม่แล้วจำค่านั้นเอาไว้
  • ชุดที่สองคือคำสั่งย่อรูปตามปรกติ

วิธีแบ่ง workflow ให้ทำแบบนี้ครับ
ไปคลิ๊กขวา (Ctrl+Click) ที่ Action : Ask for Finder Items แล้วเลือก Ignore Input

ignor-input_0.jpg

แล้วเราก็จะได้หน้าตาของ workflow แบบนี้มา

ingnor-input-1_0.jpg

note : สังเกตดูว่า Actions ไม่ต่อกันแล้วนะครับ

ขั้นตอนที่ 3
ใน Action ที่ 2 ให้คลิ๊กไปที่คำว่า New variable.. ในช่องที่มีให้เลือก

sample-va-04_0.jpg

จะมี pop up หน้าต่างใหม่เล็ก ๆ ขึ้นมาให้เราตั้งชื่อ Variables นี้ครับ

sample-va-05_0.jpg

เค้าจะตั้งมาให้เองว่า New Storage ส่วนถ้าใครต้องการจะเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นก็ทำได้จากตรงนี้ครับ แต่ในบทความนี้ผมอ้างอิงกับคำว่า New Storage เป็นหลัก จากนั้นกด Done แล้วจะเราจะเห็นช่อง Variable แสดงขึ้นมาที่ด้านล่าง workflow pane พร้อมด้วยค่า New Storage เป็น Variable ที่เราเพิ่งสร้างไปตะกี๊ขึ้นมาครับ ตามรูปนี้

sample-va-06_0.jpg

การสร้าง Variables ในขั้นตอนนี้ จะหมายถึงการจำค่า Folder ที่เราสร้างใหม่นี้เอาไว้ ทั้งชื่อ Folder และ Path มายัง Folder นี้ครับ

ขั้นตอนที่ 4
จากหน้าต่าง Variable นี้ ให้เราคลิ๊กตัว New Storage แล้วลากขึ้นมาไว้แทนตำแหน่ง To ของ Action : Copy Finder Items ครับ แบบนี้

sample-va-07_0.jpg

แล้วเราจะได้ผลลัพท์แบบนี้

sample-va-09_0.jpg

เสร็จแล้วครับ ภาพรวมของ workflow ที่เสร็จแล้วจะได้แบบนี้

sample-va-10_0.jpg

จะเห็นว่ามีตัว Variable แทรกอยู่ 2 จุด คือ

  • ใน Action 2 : ให้โปรแกรมจำ Folder ใหม่เอาไว้ และนำ path มายัง folder ใหม่นี้ไปใช้ใน
  • และใน Action 4 : Copy Finder Items ครับ เมื่อเราสั่ง workflow นี้จะมีการสร้าง Folder ขึ้นมาใหม่ (ตรงนี้จะเลือก Option ให้แสดงขึ้นมาตอน workflow ทำงานด้วยก็ได้ เพื่อที่เราจะได้ตั้งชื่อ Folder เอง ถ้าไม่เลือกตรงนี้ folder ใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นจะมีชื่อว่า untitled folder เสมอ

จากนั้นลองสั่ง RUN workflow ใหม่นี้ดูถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด จะมี folder เกิดขึ้นใหม่ และภาพที่ย่อขนาดแล้วจะถูกนำมาใส่ไว้ใน folder นี้ครับ

หมดแล้วครับ หวังว่าคงพอเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานแมคมือใหม่ขึ้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อยนะครับ ยิ้ม

ก๊อก

Calculator - โปรแกรมดี ที่หลายคนมองข้าม

Calculator : เป็นโปรแกรมเครื่องคิดเลขที่มีติดตัวมากับ OS X ครับ ผมคิดว่าเป็น app ที่หลาย ๆ คนมองข้าม หรือแทบไม่ได้เรียกออกมาใช้ (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) .. จากที่ผมเขียนเกี่ยวกับการใช้งาน spotlight ช่วยคิดเลข ก็เลยทำให้ต้องมาหาข้อมูลของ app ตัวนี้ไปด้วย .. จากตรงนั้น ทำให้ผมพบว่า app คิดเลขที่มีมากับ OS X นี้ ทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิดครับ

cal-01-1_0.jpg

icon ของ Calculator app
cal-08-icon_0.jpg

เปลี่ยนรูปแบบเครื่องคิดเลข
เราสามารถเปลี่ยนรูปแบบเครื่องคิดเลขของเราให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ โดยจะมีให้เราเลือก 3 แบบ (เปลี่ยนรูปแบบได้จากบน menu bar ของ Calculator app แล้วไปที่ View

1.Basic - เป็นรูปแบบที่เรียบง่าย เอาไว้ใช้บวกลบคูณหารทั่วไป (กด Command+1)
cal-02_0.jpg
2.Scientific - สำหรับการคำนวณที่ซับซ้อนขึ้นมาอีกหน่อย (กด Command+2)

cal-01_0.jpg
3.Programmer - สำหรับออกแบบโปรแกรมหรือคิดคำนวณพวก Binary (กด Command+3)
cal-03_0.jpg

ความสามารถที่ซ่อนอยู่

ข้อดีของ Calculator app บน OS X ที่นอกจากจะมีหลายหน้าตาให้เลือกใช้เฉพาะทางแบบต่าง ๆ แล้ว ยังมีสิ่งดี ๆ ที่ซ่อนอยู่อีกครับ และนี่เป็นตัวอย่าง

1.ย้อนดูว่าเรากดอะไรไปแล้วบ้าง?

ข้อจำกัดของเครื่องคิดเลขในชีวิตจริงส่วนใหญ่ เราจะไม่สามารถย้อนไปดูว่าเรากดอะไรไปแล้วบ้าง (หรืออาจจะทำได้ แต่คงไม่สะดวกกับหน้าจอที่มี 2-3 บรรทัด) .. บน Calculator app เราสามารถย้อนกลับไปดูคำสั่งที่เรากดไปแล้วได้ครับ

บน menu bar ไปที่ Window/ Show Paper Tape (หรือกด Command+T)

cal-09_0.jpg
ที่เราจะได้คือหน้าต่างใหม่ ที่มีข้อมูลการคำนวณย้อนหลังตามที่เรากดไปครับ

cal-10_0.jpg

note : เราสามารถนำคำสั่งที่เกิดขึ้นในการคำนวณตรงนี้ ไปใส่ในช่อง spotlight เพื่อให้ได้ผลลัพท์แบบเดียวกันได้ด้วย ดู spotlight เอาไว้คิดเลข? ประกอบ

2.แปลงสารพัดหน่วย

คิดว่าหลาย ๆ คนคงเคยเห็นตัว widget ตัวแปลงหน่วยบน Dashboard กันไปบ้างแล้ว .. ใน Calculator เองก็ทำตรงนี้ได้นะครับ และนี่เป็นวิธีการ

บน menu bar เลือก Convert

cal-04_0.jpg

จากตรงนี้ เราสามารถเลือกหน่วยที่เราต้องการจะแปลงได้ ผมจะขอยกตัวอย่างการแปลงค่าเงินก็แล้วกันนะครับ (Currency..)

note : บางครั้ง เราจะต้องกดตัวเลขเข้าไปใน Calculator ก่อน ถึงจะมีตัวเลือกนี้ให้เลือกกดได้ครับ

ตัวอย่างการแปลงค่าเงิน จาก US เป็น Thai Baht

เลือก Convert / Currency.. แล้วเราจะได้หน้าต่างเล็ก ๆ ให้เรากำหนดค่าเงินที่เราต้องการจะแปลง แบบนี้..

cal-06_0.jpg

  • From : เลือกค่าเงินตั้งต้น
  • To : หน่วยของค่าเงินที่เราต้องการ
  • จากนั้นกด OK

note :

  1. สังเกตว่า การแปลงค่าเงินนั้นจะใช้ข้อมูลจากเวป Yahoo! Finance ครับ ซึ่งจะอัพเดทแทบจะทันทีที่เราเลือกคำสั่งนี้
  2. เราสามารถเลือกแปลงหน่วยอื่น ๆ ได้อีก โดยใช้หลักการเดียวกันนี้ครับ

หมดแล้ว.. หวังว่าคงเป็นประโยชน์นะครับ ยิ้ม

Dashboard

Dashboard : เป็นเหมือนกับที่ ๆ รวมเอาโปรแกรมเล็ก ๆ (เรียกว่า Widget) ไว้ให้เราดู ซึ่งโปรแกรม Widget พวกนี้จะทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งแตกต่างกันไป โดยมากจะเป็นการแสดงข้อมูลที่เราต้องการ ไม่ได้เอาไว้ใช้งานเป็นหลักหรือว่า เอาไว้ดูอย่างเดียว

Picture1_24.jpg

มีไอคอนโปรแกรมแบบนี้

dashboard-icon.jpg

เราสามารถเข้าใช้งาน Dashboard ได้จากการคลิ๊กที่ไอคอนโปรแกรมบน Dock หรือเลือกจากใน Application folder ของเรา (shortcut = F12)

การปรับแต่ง Dashboard

ตัวอย่างการปรับแต่ง Dashboard ให้เป็นไปตามที่เราต้องการ

เรียกใช้งาน Dashboard

Picture1-1_4.jpg

แล้วกดเลือกที่เครื่องหมาย “+” ที่มุมซ้ายล่างของหน้าจอ

เข้้าสู่การเลือก widget ลงใน dashboard

Picture2_1_0.jpg

เราจะเห็นตัว widget ต่าง ๆ เรียงกันขึ้นมา จากตรงนี้ เราสามารถที่จะเพิ่ม widget เข้าไปใน dashboard ของเราได้โดยการดับเบิลคลิ๊ก หรือว่าจะจับแล้วลากไปวางตรงพื้นที่ว่างโดยตรงเลยก็ได้

note : เราสามารถเลือกปิด widget ที่เราไม่ต้องการได้จากตรงนี้ด้วย โดยการคลิ๊กไปที่เครื่องหมาย X ตรงมุมซ้ายบนของ widget แต่ละตัว

การจัดการกับ widget เยอะ ๆ ในคราวเดียว

Picture2-1_8.jpg

ทำได้โดยการตลิ๊กไปที่ ปุ่ม Manage widget ตรงซ้ายมือด้านล่าง
แล้วเราจะได้ widget หน้าตาแบบนี้มา

009-.jpeg

เอาไว้สำหรับเปิดปิด widget ที่เราต้องการได้จากตรงนี้เลย

เกี่ยวกับ Widget

Widget : เป็นโปรแกรมเล็ก ๆ ที่จะอยู่ใน Dashboard ของเรา มีความสามารถในการทำงานต่างกันออกไป โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการแสดงข้อมูล และไม่ใช่โปรแกรมแบบใช้งานจริงจัง

ประเภทของ Widgets

โดยทั่วไปแล้ว เท่าที่ผมสังเกต จะมี Widget หลัก ๆ อยู่ 3 แบบดังนี้

1.Online Widgets : เป็น widget ทั่วไป ที่มีผู้พัฒนาขึ้นมาเฉพาะ โดยอาศัยการนำเสนอข้อมูลจาก internet เช่น พยากรณ์อากาศ หรือเวลาท้องถิ่น หรือดูหุ้น

2.Offline Widgets : เป็น Widget เอาไว้สำหรับทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งแบบจบในตัวเอง ไม่ต้องอาศัยข้อมูลจากใน internet เช่น Dictionary, Address Book

3.Safari Web Clips : เป็น Widget ที่เราสร้างขึ้นจาก Safari เอาไว้สำหรับดูข้อมูลจากเวปที่เราสนใจ

การตั้งค่า widget

สำหรับการตั้งค่า widget เพื่อให้แสดงผล หรือว่าทำงานได้ถูกต้อง เราสามารถปรับได้โดยไปคลิ๊กที่ตัว widget แล้วเลือกเครื่องหมาย i ที่ขึ้นอยู่ตรงมุมขวาล่างของ widget แต่ละตัว(บางตัวก็ไม่มีตรงนี้ครับ) เช่น

004-1.jpg
เลือกไปที่เครื่องหมาย i ของ widget พยากรณ์อากาศ (มีมากับ OS X)
005-.jpeg
เค้าจะให้เราตั้ง Zone ที่เราอยู่ รวมไปถึงหน่วยของอูณหภูมิที่จะแสดงด้วย

หรือตัว widget นาฬิกา

006-.jpeg
เลือกคลิ๊กที่ตัว i
007-.jpeg
จะให้เราเลือกเมืองที่จะแสดงเวลา หลังจากเลือกเสร็จแล้วคลิ๊ก Done เราจะได้เวลาใหม่มา
008-.jpeg

เพิ่มเติม

เราสามารถเข้าไปดาวน์โหลด widget เพื่อการใช้งานแบบต่าง ๆ ได้จากในเวป Apple.com ในหน้า widget นี้ครับ http://www.apple.com/downloads/dashboard/

Disk Utilily

Disk Utility

disk-utility-icon_2.jpg

เป็นโปรแกรมที่ช่วยเกี่ยวกับการดูแล ซ่อมแซม และจัดการเกี่ยวกับพื้นที่บน hard disk ที่เราใช้ มีหน้าที่หลัก ๆ ดังนี้

  • ทดสอบ ซ่อมแซม hard disk ของเราในเบื้องต้น
  • เข้าถึงไฟล์ disk image ที่เราสร้างเอาไว้ในเครื่องได้
  • ลบ, format และจัดแบ่ง partition บน hard disk ของเรา
  • จัดการเกี่ยวกับ RAID
  • ลบข้อมูลบนแผ่น CD-RW / DVD-RW

อื่น ๆ

  • mount และ eject disk
  • สร้าง และจัดการกับ disk image
  • burn disk image ลงแผ่น CD/ DVD ในฟอร์แมท HFS+
  • ตรวจสอบ สถานะ S.M.A.R.T ของ hard disk

การเรียกใช้งานโปรแกรมสามารถทำได้ 2 ทาง คือ

  1. จากแผ่น OS X Install DVD
  2. จาก Application/ Utilities ภายในเครื่องเรา

เพิ่มเติมจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Disk_Utility

First Aid

การแก้ไขปัญหาโปรแกรม / Disk ที่ทำงานผิดพลาด เบื้องต้น

เกี่ยวกับ Repair Disk

เกี่ยวกับ Repair Disk

คำสั่งนี้ใช้สำหรับซ่อมแซม disk ของเราที่อาจจะมีปัญหา ทำให้ startup แล้วไม่ยอมเข้าหน้า log in หรือการทำงานบนเครื่องผิดเพี้ยนไป

คำสั่งที่ใช้

Verify Disk : ตรวจสอบหาที่ผิดปรกติบน Disk ของเรา
Repair Disk : ตรวจสอบ และทำการซ่อมแซม Disk ที่ผิดปรกติ

Picture4_4.jpg
จากภาพ : ถ้าตรวจสอบแล้วไม่พบสิ่งผิดปรกติ จะขึ้นข้อความสีเขียวมาบอกเราครับ ยิ้ม

note : ถ้าจะทำการตรวจสอบ หรือว่า ซ่อม disk ที่ใช้เป็น startup volume ต้องทำจากแผ่น OS X Installation DVD

อ่านเพิ่มเติมได้จาก :
http://support.apple.com/kb/TS1417

เกี่ยวกับ Repair Disk Permission

เกี่ยวกับ Repair Disk Permission

เหตุ และ ผล ของการ Repair disk permisiion

ตามปรกติพวกไฟล์ที่เป็น packgage (มีนามสกุล .pkg ) เวลาเรา Install ไฟล์พวกนี้ไปแล้วในเครื่อง เค้าจะทำการสร้าง "ใบเสร็จ " หรือว่า "สำเนา" เอาไว้ใน /Library/Receipts/ โดยไฟล์พวกนี้จะเป็นตัวบอกว่า แต่ละ package ที่ install ลงไปนั้น ประกอบด้วยไฟล์อะไรบ้าง และมี permission อย่างไร .. การสั่ง verify กับ repair disk permission นั้น จะทำการตรวจสอบเปรียบเทียบ permission จากตรงนี้เป็นหลัก (สำหรับพวกโปรแกรมที่ Install แบบ package ทั้งหมดจะมีตรงนี้) หลังจากเปรียบเทียบแล้วจึงทำการแก้ไข permission ให้ถูกต้องในทางที่ควรจะเป็น

คำสั่งใช้งาน
Picture1_5.jpg

Verify Disk Permissions : ตรวจสอบหา permission ที่ผิดเพี้ยนไป
        ให้ดูผลที่ได้จากกล่องข้อความ ถ้าผลที่ได้ปรกติ ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าเจอสิ่งผิดปรกติ (ดูภาพประกอบ) ห้เราทำการ Repair Disk Permissions ต่อไป

Repair Disk Permissions : ตรวจสอบ และซ่อมแซม permission ที่ผิดปรกติ

ตัวอย่าง

กด Verify Disk Permissions เพื่อหาสิ่งผิดปรกติ

Picture2_4.jpg

จากภาพเจอ permission ผิดปรกติอยู่ 1 รายการครับ จากนั้นกด Repair Disk Permission

Picture3_6.jpg

ผมจะได้ข้อความด้านบนนี้ เป็นการแจ้งให้เราทราบว่าเค้าได้ทำการแก้ไข permission ให้ถูกต้องแล้ว

การสั่ง verify และ repair disk permission สามารถทำได้ 2 ทางคือ

  • จาก disk utility บนแผ่น OS X Installation DVD
  • จาก disk utility ใน application/utilities folder ภายในเครื่องของเรา

note : ใน support ของ apple บอกเอาไว้ว่า ถ้าเป็นไปได้ ให้เปิดใช้งาน disk utility จากในเครื่องเราที่ผ่านการลง software update ล่าสุดแล้วจะดีกว่า เพราะทันสมัยกว่าบนแผ่น Installation DVD และ permission สำหรับบางไฟล์อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความปลอดภัยเป็นหลักด้วย

อ่านเพิ่มเติมได้จาก :
http://support.apple.com/kb/HT1452

การ Format HD หรือ Partition บน OS X

การใช้ Disk Utility Format Hard disk ของเราสามารถทำได้ดังนี้ครับ

  • ถ้าเรามีหลาย Partition อยู่ใน HD บนเครื่อง เราสามารถใช้ Disk Utility จาก Applications Folder มา format ได้เลย
  • ถ้าเราต้องการ Format หรือว่า รวม Partition หลายอันบน HD ให้เป็นก้อนเดียวเพื่อลง หรือว่า restore system ใหม่ ให้ใช้ Disk Utility จากในแผ่น OS X Installer DVD เท่านั้นครับถึงจะ format HD ภายในเครื่องได้ (ดูขั้นตอนการเรียกใช้งาน Disk Utility จากแผ่น OS X Install DVD ได้จาก Disk Utility : การรวม Partition ในขั้นตอนที่ 1-5 ประกอบ)

การ Format HD หรือ Partiton บน OS X

format-hd.jpg

อธิบาย

  1. เลือก Volume จากรายการทางด้านซ้ายมือที่เราต้องการจะ Format ครับ
  2. หลังจากเลือกขึ้นตอนตามความเหมาะสมได้แล้ว บน Disk Utility เลือก Erase tab
  3. เลือก format ที่ต้องการ พร้อมกับตั้งชื่อ Volume (บาง format ไม่สามารถตั้งชื่อเป็นตัวเล็กและมีเว้นวรรคได้ เช่น FAT32)
  4. จากนั้นเลือก Erase ครับ

note : การ Erase นี้จะทำการล้างข้อมูลที่มีอยู่เดิมทิ้งไปนะครับ ดังนั้น ก่อนการ Erase เราควรจะ backup ไฟล์สำคัญเอาไว้ด้วยครับ =)

เพิ่มเติม
ปรกติเวลาลง OS X ใหม่ถ้าเราติดตั้งไปตามขั้นตอน จะต้องผ่านการ Erase หรือว่า Format HD ให้อยู่แล้ว แต่มีกรณีนอกเหนือจากนี้ที่ทำให้เราอาจจะต้องใช้การ Format จากใน Disk Utility นี้นะครับ เช่น

  • การแบ่ง Partition บน External HD ให้สามารถใช้ได้กับระบบปฎิบัติการอื่น ๆ เช่น windows
  • การล้างข้อมูลเดิมทิ้้งพร้อมกับปรับพื้นที่ใหม่ ถ้าเกิดคิดว่าไฟล์หรือว่าพื้นที่เดิมมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ด้วยวิธีการปรกติครับ

การแบ่ง partition

การแบ่ง partition

สำหรับผู้ที่เคยใช้ PC มาก่อน คงคุ้นเคยกับคำ ๆ นี้ดี การแบ่ง partition คือการแบ่งพื้นที่การใช้งานบน hard disk ของเราให้เป็นสัดส่วน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดเก็บ และบริหารไฟล์ .. บน OS X ก็เช่นเดียวกัน

โปรแกรมที่จะใช้ในการแบ่ง partition ของเรานั้น คือ Disk Utility (อยู่ใน Applications/ Utilities)

disk-utility-icon.jpg

โดยหลักแล้ว การแบ่ง partition ผมขอแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆเพื่อให้กระชับได้ใจความ ดังนี้

  1. การแบ่ง partition บน external hard drive ( hard disk ภายนอก ซึ่งเราซื้อแยกมาต่างหาก)
  2. การแบ่ง partition บน Macintosh HD หรือว่า hard disk ที่เรามีอยู่แล้วในเครื่อง (โดยที่ข้อมูลเดิมยังอยู่ครบไม่ต้อง Format หรือว่าล้างข้อมูลกันใหม่)

การรวม Partition

note : สำหรับขั้นตอนต่าง ๆ ของบทความนี้จะเป็นการทำงานก่อนที่ user จะเข้าใช้งานเครื่องปรกติ ทำให้ไม่สามารถที่จะเข้า Internet ได้ ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการนำบทความนี้ไปอ้างอิงในการใช้งานจริง สามารถที่จะปรินท์บทความต่อไปนี้โดย

  1. เลือกคำสั่ง Printer-friendly version ที่ตอนล่างสุดของบทความนี้ในหน้า How-tos
  2. แล้วสั่ง print ครับ

การรวม Partition ที่มีอยู่ใน HD ของเรา

1.ใส่แผ่น OS X install DVD เข้้าไปในเครื่อง จากนั้นรอสักพักจนหน้าต่าง Finder ของ OS X Installation โผล่ขึ้นมาบน Desktop

sysrstore-01_3.jpg

2.ไปที่ Apple เมนูบนเมนูบาร์ด้านซ้ายมือบนสุด เลือก Shutdown (ต้อง Shutdown เท่านั้นนะครับไม่ใช่ Restart)

3.รอให้เครื่องปิดสนิทดีแล้ว ค่อยเปิดขึ้นมาใหม่ พร้อมกับกดปุ่ม Option ค้างเอาไว้ตอนที่ได้ยินเสียง “ผ่าง” ตอนเปิดเครื่อง จากนั้นรอสักพัก จะมีตัวเลือกให้เราเลือกว่าจะ boot เครื่องจากตรงไหน ให้เลือก boot จากแผ่น OS X install DVD

sysrestore-01-2_2.jpg

note : ขั้นตอนนี้จะรอนานหน่อยเพราะว่าเป็นการ Boot จากแผ่น DVD Installer ครับ ไม่ใช่จาก HD ภายในเครื่องครับ

4.เลือกภาษาหลักที่จะใช้ในการติดตั้ง เลือกเป็น English ตามหัวข้อแรกไปครับ

sysrstore-01-1_2.jpg

5.เมื่อเข้าหน้าต่าง Welcome เตรียมการติดตั้ง OS X ให้ปล่อยเอาไว้ แล้วไปเลือกบนเมนูบาร์ด้านบน เลือก Utilities / Disk Utility ครับ จากนั้นก็รอสักพัก

sysrstore-05-1_1.jpg

6.เข้าสู่การทำงานของ Disk Utility ให้รอจนแน่ใจว่า ใน List ทางด้านซ้ายมือเห็น Partition บนเครื่องเราทั้งหมด แล้วให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

sysrstore-07-1_1.jpg

อธิบาย
        1.        ให้เราเลือกไปที่ HD ของเราครับ (อันบนสุดของ List ด้านซ้ายมือ)
        2.        ในหัวข้อ First Aids ลอง Verify Disk ก่อนว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ถ้ามีก็เลือก Repair จากตรงนี้
        3.        ถ้า Verify แล้วพบปัญหา ให้ทำการ Repair Disk ครับ หรือถ้าไม่พบปัญหาก็ไปขั้นที่ 4 ได้เลย
        4.        ไปที่ Partition tab เพื่อเข้าสู่ขึ้นตอนการรวม partition ต่อไปครับ

7.ในหัวข้อ Partition ตรง Partition Scheme ให้เลือกใหม่เป็น 1 Partition จากนั้นก็ใส่รายละเอียดทางด้านขวาไป (กำหนดชื่อ และ Format ของ disk ปรกติจะเป็น Mac OS extend (journaled) อยู่แล้วให้ปล่อยเอาไว้) จากนั้นสั่ง Apply เพื่อยืนยันการรวม partition

sysrstore-03-1_1.jpg

อธิบาย

  1. เลือก Partition Scheme เป็น 1 Partition        
  2. ตั้งชื่อ Volume (Partition) ใหม่ของเรา พร้อมกับตั้ง format ของ drive เป็น Mac OS Extended (Journal)
  3. หลังจากตั้งค่าเสร็จให้เลือก Apply เพื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลง

        
8.ถ้้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะเห็น Volume ทางด้านซ้ายมือเหลืออันเดียวตรงกับชื่อที่เราตั้งเอาไว้เมื่อกี๊นะครับ ..

note : สำหรับคนที่ต้องการรวม partition ของ HD ในเครื่องเพื่อที่จะ Restore system จาก Backup ของ Time Machine หรือว่าต้องการติดตั้ง Windows พอหมดขึ้นตอนที่ 8 แล้ว ให้ทำการ Force Quit เพื่อปิดเครื่องแล้วเปิดขึ้นมาใหม่ครับ แล้วเลือกจากหัวข้อที่ตรงกับความต้องการจากด้านล่างได้เลยครับ

  • ส่วนคนที่ต้องการจะลง Windows ผ่าน BootCamp หลังจากนี้นะครับ มีวิธีตามลำดับดังนี้
  1. ให้ทำการ Restore System เดิมกลับมาก่อน (ดู Disk Utility : การ Restore System จาก Time Machine Backup ประกอบ)
  2. จากนั้นค่อยเริ่มการใช้งาน BootCamp Asistant ได้เลย - ดู การติดตั้ง Windows บน OS X (Boot Camp) ประกอบ

update 8 พฤศจิกายน 2553
เนื่องจากบทความนี้ผมเขียนเอาไว้นานแล้ว ตั้งแต่เป็น 10.5 จะเป็นการดีหากทำการ backup เอาไว้ก่อนกระทำการแบ่งหรือการรวม partition นะครับ

การแบ่ง partition บน External hard drive

การแบ่ง partition บน External hard drive

เรามี External hard drive (ขอเรียกว่า HD)อยู่ลูกหนึ่ง ถึงแม้ในเครื่องเราจะมี Time Machine เอาไว้สำหรับ backup ทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ให้เราแล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่ Time Machine ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ยึดหยุ่นเท่าไหร่นักในการใช้พื้นที่ร่วมกับ HD ที่เราอยากเก็บไฟล์อย่างอื่นเอาไว้ด้วย ...

เป็นเรื่องที่ปวดหัวมากครับ ถ้าเกิดไม่มีการวางแผนเอาไว้ก่อน แบบที่ถ้าใช้งานไปสักพักนึงแล้วเกิดอยากจะ backup แบบเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาทีหลัง ..

ถึงจะรู้ตัวเมื่อสาย เราก็ยังสามารถจัดการให้เข้ารูปเข้ารอยแบบที่ควรจะเป็นได้ครับ แต่จะยุ่งยากหน่อยถ้าพื้นที่ HD มีจำกัด และเหลือไม่มากพอ อาจจะต้องไปยืม HD จากคนใกล้ตัว หรืออาจจะต้องซื้อลูกใหม่มาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ .. ซึ่งดูแล้วอาจจะสิ้นเปลืองเกินจำเป็นครับ สู้วางแผนเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ กันดีกว่า...

บทความนี้เลยอยากจะเขียนถึงการ partition บน External hard drive เพื่อเตรียมตัวก่อนการ backup ไม่ว่าคุณต้องการจะใช้ Time Machine หรือไม่ก็ตาม

note : เพื่อความรวดเร็วของการรับส่งข้อมูล ลองพิจารณาซื้อ External hard drive ที่มีการเชื่อมต่อแบบ Firewire มาใช้นะครับ จะความเร็วที่ 400 หรือว่า 800 ก็ได้ โดยดูว่าเครื่องเรารองรับ Firewire ได้ที่ความเร็วสูงที่สุดเท่าไหร่ เพราะจะเร็วกว่าการรับส่งข้อมูลด้วย USB 2.0 ครับ

ต่อ External HD เข้ากับเครื่อง Mac ของเรา

ex-hdd-icon.jpg

โดยปรกติแล้วเราจะเห็นไดร์ฟใหม่จาก External HD ของเราโผล่ขึ้นมาอยู่บน desktop หลังจากต่อเข้ากับเครื่องเราแล้วไม่นานครับ

จากนั้น เรียกใช้งาน Disk Utility

disk-utility-icon_0.jpg
จาก Applications/ Utilities

เข้าสู่หน้าต่าง Disk Utility

start.jpg

หลังจากเข้าสู่การทำงานของ Disk Utility แล้ว เราจะเห็น External hard drive ของเราอยู่ใน list ทางด้านซ้ายมือด้วย จากนั้น มีขึ้นตอน การแบ่ง partition ดังนี้

  1. เลือก External Hard drive ของเราจากใน list
  2. ไปที่ tab partition
  3. ในตัวเลือก Volume Scheme ให้เลือกว่าเราต้องการจะแบ่ง hard disk ลูกนี้ออกเป็นกี่ partition (จากในตัวอย่าง ผมเลือกที่ 3 partition)

ภาพรวมในการแบ่ง partition (ดูรายละเอียดการตั้งค่าแต่ละส่วนในหัวข้อถัดไป)

มาดูภาพรวมกันก่อนนิดนึงครับ แล้วเดี๋ยวหัวข้อต่อไปจะว่ากันเรื่องวิธีตั้งค่าของแต่ละ partition
partition.jpg

จากที่ผมใช้อยู่ในการใช้งานทั่วไป ผมแบ่งดังนี้ครับ

  1. แบ่งพื้นที่ 10-20% สำหรับเก็บไฟล์ข้อมูลทั่วไป ในกรณีที่อาจจะเข้าถึงได้จาก windows ผมเลือก format เป็น FAT32 ครับ (และด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เราไม่สามารถใช้อักษรตัวเล็ก + ใช้เครื่องหมายอื่น ๆ ในชื่อของ HD ได้ ดังนั้น จะเป็นการดีถ้าตั้งชื่อให้เราอ่านเองแล้วรู้เรื่องง่าย ๆ ภายหลัง จะได้ไม่งงครับ)                                                                        
  2. แบ่งอีก 20-40% สำหรับเก็บ library ต่าง ๆ (ผมไม่เก็บ library พวก iTunes, iPhoto เอาไว้ในเครื่องครับ เลยต้องมีตรงนี้) format = HFS เพราะใช้เข้าถึงจากเครื่อง Mac ตัวเองได้เท่านั้น เลยไม่จำเป็นต้องเป็น FAT 32 ครับ และเข้ากันได้กับระบบไฟล์บน OS X ได้ดีกว่า เพราะ FAT 32 รองรับไฟล์ขนาดเกิน 4 GB ไม่ได้ ในขณะที่บน OS X มักจะสร้าง library ขึ้นมาขนาดใหญ่และอาจจะมีขนาดเกิน 4 GB เพื่อจัดการกับไฟล์ในแต่ละโปรแกรมครับ..         
  3. ที่เหลือ เอาไว้สำหรับ Time Machine - ถ้าใครต้องการจะใช้ Time Machine เพื่อการ backup แล้วล่ะก็.. การแบ่ง partition เตรียมเอาไว้ให้ Time Machine โดยเฉพาะเป็นสิ่งที่ควรจะทำมากครับ เพราะว่าเราสามารถจำกัดพื้นที่ backup สำหรับ Time Machine ได้                 

                        คือถ้าเราไม่แบ่ง partition แยกสำหรับ Time Machine เอาไว้ตั้งแต่ต้น โดยคิดว่าจะให้ใช้พื้นที่ backup ร่วมกับ partition ข้อมูลเดิมที่เรามีอยู่แล้วเนี่ย ... เจ้าTime Machine จะทะยอย backup กินพื้นที่ในส่วนที่เหลือของ HD มาเรื่อย ๆ ครับ จนเต็มพื้นที่ใน HD ไปในที่สุดเอง เพราะธรรมชาติแล้ว Time Machine ถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนี้ครับ - -

        
                        ถ้าเราแบ่ง partition เตรียมเอาไว้แล้ว อย่างในกรณีตัวอย่างนี้ อย่างมาก Time Machine ก็จะกินพื้นที่ในส่วนของ partition นี้จนหมด โดยไม่ไปรบกวน partition อื่น หรือว่าส่วนที่เหลือนอกจากนี้บน HD ของเรา ครับ =)

การตั้งค่าของแต่ละ partition

หลังจากที่เราเลือก Volume Scheme ได้แล้ว เราจะเข้าสู่การปรับแต่งในส่วนของแต่ละ partition
มาดูกันที่ส่วนแรก (ล่างสุด) MyBookFAT32

partition-fat.jpg
ค่าพื้นฐาน - partition นี้สำหรับกรณีการแชร์ไฟล์ให้เข้าถึงได้จาก Windows ครับ

  • Name : MYBOOKFAT32
  • Format : MS-DOS(FAT)
  • Size : 35 GB

partition-mac.jpg

ค่าพื้นฐาน - partition นี้เก็บไฟล์ mac อย่างเดียว ไม่แชร์กับระบบอื่น

  • Name : MyBook-Mac
  • Format : Mac OS Extended (Journaled)
  • Size : 100 GB

partition-tm.jpg

ค่าพื้นฐาน - partition นี้สำหรับ Time Machine โดยเฉพาะ

  • Name : MyBook-TM
  • Format : Mac OS Extended (Journaled)
  • Size : 163.09 GB

ถ้าเราต้องการจะแบ่ง partition มาก / น้อยกว่านี้ เราสามารถเลือก “+” หรือ “-” เพื่อปรับเพิ่ม / ลดจำนวน partition

เมื่อตั้งค่าทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว เลือก หรือว่า Apply เพื่อยืนยัน

เสร็จแล้วเราจะเห็น partition ตามที่เราตั้งเอาไว้เพิ่มมาอยู่ใน HD ของเรา

done-1.jpg

การแบ่ง partition บน hard drive ในเครื่อง (แบบไม่ต้องลบข้อมูลเก่าที่มีอยู่แล้ว)

การแบ่ง partition บน hard drive ภายในเครื่อง โดยที่ไม่ต้องลบข้อมูลเก่าออก

วิธีนี้ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการแบ่งพื้นที่ของ hard drive (ต่อไปนี้ขอเรียกสั้น ๆ ว่า HD) ภายในเครื่องโดยที่ไม่อยากจะ format หรือว่าล้างข้อมูลเดิมที่มีอยู่นะครับ

note :
1. เป็นแบ่ง partition จาก Disk Utility นี้ จะเป็นการใช้งานแบบ OS X+OS X (เพื่อเก็บไฟล์, ลงอีก OSหรือ เพื่อแบ่งพื้นที่ให้กับ Time Machine เอาไว้ Backup) เท่านั้น ..ไม่ใช่การแบ่งเพื่อเตรียมติดตั้ง windows
2. การปรับขนาด partition เดิมที่เคยมีอยู่แล้วเป็นขนาดใหม่ทุกครั้งมีความเสี่ยงสูง อาจจะทำให้ไฟล์เสียหาย หรือ drive เสียได้ ดังนั้นควรที่จะ backup ก่อนดำเนินการทุกครั้ง
3. ซึ่งถ้าเราต้องการติดตั้ง windows ควรที่จะใข้ Bootcamp Assistant ในการแบ่งเตรียมพื้นที่เพื่อความสะดวก และตรงกับความต้องการมากกว่า

มีขั้นตอนดังนี้

ใส่แผ่น OS X Install DVD ที่เรามีอยู่เข้าไปในเครื่อง

001-1_3.jpg

จะขึ้นหน้าต่างนี้มา ไม่ต้องสนใจครับ ไปขั้นตอนต่อไปเลย

บนเมนูบาร์ เลือก Apple/ Shut Down

002-shutdown_3.jpg

note : ต้องเลือก Shut Down เท่านั้น ห้ามเลือก Restart นะครับ แล้วรอให้เครื่องดับสนิท

หลังจากเครื่องดับสนิทแล้ว ให้กดปุ่ม Power เปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ + กดปุ่ม Option ค้างเอาไว้ตอนได้ยินเสียง “ผ่าง” ตอนเปิดเครื่อง

R0011206_3.jpg

หลังจากเครื่องดับสนิทแล้ว ให้กดปุ่ม Power เปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ + กดปุ่ม Option ค้างเอาไว้ตอนได้ยินเสียง “ผ่าง” ตอนเปิดเครื่อง

แล้วรอสักพัก (จะเข้าสู่การทำงานของเครื่องช้ากว่าปรกติครับ )

เลือกว่าจะ boot เครื่องจากที่ไหน

R0011205_3.jpg

จะขึ้นหน้าใหม่มาให้เราเลือกว่าจะ boot เครื่องเราขึ้นจากตรงไหน ให้เลือกไปที่รูปแผ่น Mac OS X Install DVD แล้วกด enter

เข้าสู่หน้าต่างเลือกภาษาในการ Install

R0011207_3.jpg

เลือกเป็นอังกฤษแล้วกด enter ผ่านไปครับ

มาที่หน้าต่าง Welcome ต้อนรับเตรียมลง OS X

ไม่ต้องกด enter ผ่านไปตรงนี้นะครับ ให้ขึ้นไปที่ menu bar ด้านบน แล้วเลือก Utilities/ Disk Utility.. (ตามรูป)

R0011208_3.jpg

note : เหตุที่เราจะใช้ Disk Utility จากแผ่น Install DVD เพราะว่า มีบางคำสั่งที่ Disk Utility ปรกติในเครื่องเราทำไม่ได้ครับ ซึ่งก็คือ การแบ่ง partition โดยที่ข้อมูลเก่ายังอยู่

ปรกติถ้าเรา Disk Utility ภายใน Application/ Utilities ที่อยู่ในเครื่องเราทำการ partition HD นั้น เค้าจะบังคับให้เราลบข้อมูลเดิมก่อนเสมอครับ

จะเข้าสู่การทำงานของ Disk Utility บนแผ่น Install DVD

R0011209_3.jpg

ตรงนี้อาจจะใช้เวลาสักพักนึงนะครับ เพราะเป็นการรันโปรแกรมจากแผ่น ไม่ใช่จาก HD ของเรา ให้รอจนกว่าจะมีรายละเอียดของ Volume (partition) ต่าง ๆ ในเครื่องเราขึ้นมาอยู่ใน list ด้านซ้ายมือให้หมด ซึ่งตามปรกติแล้วจะมีอยู่ 1 Volume ชื่อ Macinstosh HD ครับ (ดู note)

note : จากภาพผมได้ทำการแบ่ง partition เอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว จึงขึ้นมาใน list ทางซ้าย 2 ตัว แทนที่จะมี Macintosh HD เพียงอันเดียวครับ

เข้าสู่ขั้นตอนเตรียมการก่อน partition

006-2_3.jpg

สำคัญครับ ต้องค่อย ๆ ทำตรงนี้ทีละส่วน ตามนี้

  1. เลือก Volume ภายใน HD ของเรา (ถ้าเป็นเครื่องใหม่ มักจะใช้ชื่อว่า Macintosh HD หรือชื่ออื่นครับ ให้เลือก Volume ที่เราต้องการจะแบ่ง partition นั่นล่ะ)
  2. ไปที่ tab แรก (First Aid)
  3. เลือก Verify Disk ครับ - ตรงนี้จะเป็นการตรวจสอบ HD เราว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ ให้ทำตรงนี้ก่อนการ partition นะครับ ถ้าขึ้น error มา เค้าจะฟ้อง แล้วให้เราทำการ Repair Disk (ปุ่มอยู่ข้างล่าง Verify Disk) ก่อน

หลังจาก Verify Disk เรียบร้อยแล้ว ไปที่ขั้นต่อไปได้เลย

ไปที่ tab Partition

note : ภาพตอน partition ผมไม่ได้ถ่ายเอาไว้ ให้ดูขั้นตอนเป็นลำดับแล้วค่อย ๆ ทำตามนะครับ ซึ่งปรกติคุณจะเห็นพื้นที่อยู่ HD ในเครื่องก้อนเดียว

007-1_7.jpg

จากนั้นมีวิธีแบ่ง Partition ดังนี้

1.เลือก HD ของเราจากรายการทางด้านซ้ายมือ (อันบนสุดครับ)

2.ไปที่ tab partition ซึ่งพอถึงตอนนี้แล้ว ที่คุณจะเห็นในกล่องสีเหลี่ยมกลางจอ (ใต้หัวข้อ Volume Scheme) คือ HD ของคุณครับ โดยมีพื้นที่สีฟ้า แสดงให้เห็นถึงพื้นที่ ๆ มีการใช้งานไปแล้วอยู่ด้วย

3.เลือกเครื่องหมาย + เป็นการเพิ่ม partition ใหม่ให้กับ HD ของเรา -- ถึงตอนนี้คุณจะเห็นว่า HD ของคุณถูกแบ่งออกเป็นสองก้อนแล้ว ~

4.เลือกไปที่พื้นที่ใหม่ที่ถูกแบ่งขึ้นมาครับ

5.หลังเลือก HD พื้นที่ใหม่ที่เราแบ่งไว้แล้ว ใส่รายละเอียดตามนี้

  • Name : ตั้งชื่อครับ ตามที่อยากได้ (ในรูปผมตั้งให้เป็น Leopard เพราะของเดิมผมเป็น Tiger แล้วต้องการจะแบ่ง partition เพื่อลง Leopard ใหม่ครับ)
  • Format : โดยปรกติจะเป็น Mac OS Extended -- ให้ตั้งไว้แบบนี้ ไม่ต้องไปเปลี่ยน
  • Size : คือพื้นที่ partition ที่เราต้องการ --ถ้าใครเล็งในขั้นตอนที่ 3 ไม่แม่น หรือว่าดูแล้วพื้นที่ขาด ๆ เกิน ๆ ก็ให้มากำหนดตรงนี้ได้ครับ ใส่ตัวเลขแบบลงตัวพอดีไปก็ได้ =)
  • note : ถ้าไม่แน่ใจตรงนี้ คุณสามารถดูลักษณะการใส่รายละเอียดของ partition ได้จาก การแบ่ง partition บน external HD ครับ

6.เมื่อทำตามขึ้นตอนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ให้เลือก Apply เพื่อยืนยันการ partition ครับ

note : ระหว่างการแบ่ง partition นี้อาจจะมี error ขึ้นมาได้ครับ ส่วนใหญ่จะขึ้น error ว่า no space left on device / some files can not be moved ซึ่งมีสาเหตุเป็นได้จาก

  1. มีข้อมูลหรือไฟล์ขนาดใหญ่มาก ๆ อยู่ในเครื่อง (1GB ขึ้นไป หรือกว่านั้นครับ... พวก library นี่ก็อาจจะเป็นส่วนนึงในนั้น แต่ถ้าคุณ partition บนเครื่องใหม่ ก็ไม่ต้องกังวลตรงนี้ครับ เพราะเครื่องใหม่ library น่าจะยังไม่ใหญ่นัก)
  2. มี partition ของ BootCamp ลง windows หรือว่าพวก Parallel, VM ware เอาไว้แล้วอยู่ในเครื่อง -- อันนี้สำคัญ เพราะถ้ามีตรงนี้ จะ partition ใหม่ไม่ผ่านครับ

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราก็จะได้ partition ใหม่มาไว้ในเครื่อง พร้อมใช้งานต่อได้เลย ~

009-1_3.jpg

จากขึ้นตอนนี้ผมลง อีก OS นึงไว้ในเครื่องครับ หลังจากนั้นแล้วลองกลับเข้ามาดู จะเห็นตามภาพด้านล่างนี้

R0011212_3.jpg

จากรูปผมลง Leopard ไปในอีก partition นึงแล้ว พร้อมกับมีการใช้งานไปแล้ว2-3 วันผลก็คือ เราจะเห็นพื้นที่สีฟ้าบอกให้เราทราบว่า partition นี้มีการใช้งานไปบ้างแล้ว

หมดแต่เพียงเท่านี้ครับ
note : ขออภัยที่ภาพไม่ชัด เพราะ capture หน้าจอตามปรกติไม่ได้ ต้องอาศัยถ่ายภาพเอาทีละตอน - -’

Dock

Dock : เป็นที่รวมทางลัดเข้าสู่โปรแกรม ไฟล์ หรือว่าแฟ้มงานต่าง ๆ ของเราบนต้านล่างของหน้าจอ Desktop (ประมาณเดียวกับ Task bar บน windows pc)

Picture1_27.jpg

Picture1-1_5.jpg

ส่วนประกอบของ Dock

ส่วนของ Application : เอาไว้เป็นทางลัดเปิดใช้งาน Applications ต่าง ๆ ที่เราต้องการ สามารถเพิ่ม app ลงตรงนี้ได้โดยการจับลากมาจากแฟ้ม Applications ได้โดยตรง (ดูภาพจากหัวข้อถัดไปประกอบ)

Stacks : เป็นแฟ้มที่มีความสามารถพิเศษคือจะแสดงไอคอนไฟล์ล่าสุดในแฟ้มนั้นให้เราเห็น มีมากับ OS X อยู่แล้ว 2 ตัวเป็นพื้นฐานคือ Documents กับ Download หรือถ้าเราต้องการจะเพิ่ม folder เองก็สามารถลากลงมาวางไว้ตรงบริเวณนี้ได้

Trash : ถังขยะเหมือนบน windows pc คือเป็นที่พักไฟล์ที่เราไม่ต้องการหรือว่าลบทิ้งมาแล้ว จะมาพักอยู่ในนี้จนกว่าเราจะสั่ง Empty Trash

การ Empty trash ทำได้โดยคลิ๊กขวาที่ Trash แล้วเลือก Empty trash

หรือจะคลิ๊กเข้าไปดูข้างในแล้วเลือก Empty จากในหน้าต่างของ Trash เลยก็ได้)

การเพิ่ม icon ของ โปรแกรมที่เราต้องการลงบน Dock

Picture3_24.jpg

เข้าไปที่ Applications folder แล้วคลิ๊กเลือกโปรแกรมที่เราต้องการ แล้วลากมาวางไว้บน Dock ได้เลย

note : การลากแล้ววางนี้สามารถใช้กับ Folder ปรกติที่เราใช้งานบ่อย ๆ ได้ด้วย โดยสามารถลากมาวางไว้ในบริเวณของ Stacks (เพื่อความเป็นระเบียบและไม่ไปปนกับไอคอนของ app)

การลบ app บางตัวออกจาก Dock ก็ทำได้โดย

1.คลิ๊กขวาที่ไอคอน app นั้น ๆ แล้วเลือก Remove from Dock
Remove-from-dock.jpg
2.หรือคลิ๊กบนไอคอน app แล้วลากออกมาวางทิ้งบนที่ว่างบน Desktop ได้เลย แล้วปล่อยเมาส์ เราจะเห็นไอคอนนั้นหายไป

Picture2_23.jpg

note :

  • ถึงไอคอน app จะหายไปจากบน Dock แล้ว แต่ตัวโปรแกรมจริง ๆ จะยังอยู่ใน Application folder ภายในเครื่อง
  • วิธีนี้สามารใช้กับการเอา folder ที่เราลากมาไว้บน Dock ออกได้ด้วย

การปรับแต่ง Dock

ถ้าใครไม่อยากได้ Dock แบบแข็ง ๆ ทื่อ ๆ แบบที่มีมาให้ตอนเริ่มแรกแล้ว เราสามารถเข้าไปปรับแต่งการแสดงผลของ Dock ได้ตามนี้ครับ

เข้า System Preferences / Dock
dock-pref.jpg
หน้าต่างปรับแต่ง Dock
dock-pref-2.jpg
มีหัวข้อให้เราปรับได้ดังนี้

  • Size : ขนาดโดยรวมของ Dock
  • Magnification : เมื่อเลื่อนเมาส์เข้ามาใน Dock จะให้มีการขยายเพิ่มขึ้นกว่าปรกติแค่ไหน?
  • Position on screen : ตำแหน่งของ Dock เลือกได้ว่าจะให้อยู่ด้าน ซ้าย ขวา หรือว่าด้านล่างของหน้าจอ
  • Minimize using : เป็นเอฟเฟคตอนที่เราหดหน้าต่างของ finder หรือ app ต่าง ๆ (ดับเบิลคลิ๊กที่ Toolbar หรือกดปุ่มสีเหลืองบน Toolbar ก็ได้) ลองดูครับ
  • Animate Opening applications : ให้ไอคอน app ที่เราเลือกเปิดแสดงความเคลื่อนไหว (กระโดด) ให้เราดู =)
  • Automatically hide and show the Dock : ซ่อน Dock อัตโนมัติเมื่อนำเมาส์ออกจาก Dock ครับ (หรือเราจะซ่อนเองก็ได้โดยกด Option+Command+D กด shortcut ซ้ำอีกครั้งเป็นการนำ Dock กลับมา)

[Dock Tip] การย้าย Dock แบบด่วน ๆ

ปรกติเราจะเปลี่ยนตำแหน่ง Dock ได้จากใน System Preferences หรือจากบน Apple menu/Dock บนเมนูบาร์ .. ใน blog นี้ผมมีวิธีง่าย ๆ ในการย้าย Dock แบบไม่ต้องคลิ๊กเข้า Apple menu หรือว่าเปิด System Preferences มาแชร์ครับ

move-dock.jpg

วิธีการก็คือ ให้กด Shift ค้างเอาไว้ขณะที่คลิ๊กไปที่เส้นแบ่ง (ระหว่าง app กับ stacks) บน Dock ครับ ..แล้วลากเค้าไปด้านซ้าย - ขวา ของ Desktop ดู ยิ้ม

update : เพิ่มการจัดการ Dock จาก Apple menu บนเมนูบาร์

Finder

Finder

finder-icon_0.jpg

เป็นโปรแกรมสำหรับบริหารจัดการไฟล์ และทำทุกสิ่งทุกอย่างบนเครื่องของเราผ่านรูปแบบของหน้าต่าง (แบบเดียวกับ window explorer บน pc) เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่จะทำงานตลอดเวลา

Picture6_2.jpg

มีส่วนประกอบหลัก ๆ ดังนี้

Picture6-1_0.jpg

  1. มี menu bar อยู่ด้านบนจอ
  2. Dock อยู่ด้านล่าง
  3. Desktop อยู่ตรงกลางระหว่าง menu bar กับ Dock (ดู Basic : Desktop พื้นที่การทำงานของเรา ประกอบ)
  4. Finder window : หน้าต่างใหม่ที่เราเปิดขึ้นมา

Picture5_5.jpg

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับ Finder ได้ที่
http://support.apple.com/kb/HT2470?viewlocale=en_US

Finder Toolbar

มีอะไรใน Toolbar

Toolbar : แถบที่อยู่ของเครื่องมือในโปรแกรม + ปรับรูปแบบการแสดงผล

Picture1-2_2.jpg

1.ปุ่ม ปิด / ย่อ / ขยาย หน้าต่าง Finder :

Picture1-button_0.png

  • สีแดง : ปิด
  • สีเหลือง : ย่อ หรือว่าพับเก็บหน้าต่างนี้ไปอยู่บน Dock (ให้ผลเหมือนกับการ ดับเบิลคลิ๊กที่ toolbar กับทุกโปรแกรม)
  • สีเขียว : ขยายหน้าต่าง (แต่ละโปรแกรมอาจจะมีการขยายหน้าต่างตรงนี้ให้เป็นขนาดที่ไม่เท่ากัน)

2.ปุ่ม back-forward : ทำงานเหมือนใน browser เราที่ถ้าเกิดเราต้องการจะย้อนกลับไปดูหน้าต่างอันที่แล้ว หรืออันถัดไป เราสามารถใช้ตรงนี้ช่วยได้

Picture1-back_0.png

3.ปุ่มปรับรูปแบบการแสดงผล :

Picture1-view_0.png

  • แบบไอคอน : แสดง file / folder เป็นรูปไอคอน ซึ่งเราปรับเปลี่ยนขนาดเล็ก-ใหญ่ได้ (โดยการคลิ๊กขวาตรงที่ว่างในหน้าต่าง finder แล้วเลือก view option)         (กด Command+1)
  • Picture1_0.jpeg
  • note : สามารถเลือกให้แสดงขอมูลขนาดไฟล์ภาพได้ว่ากว้าง x ยาวเท่าไหร่ได้ด้วย
  • Picture8_2.jpg
  • แบบลิสรายชื่อ : แสดงลิสรายชื่อไฟล์เรียงกันภายในแฟ้มเดียว ไม่แสดงความต่อเนื่องจากแฟ้มอื่น ๆ รายละเอียดของแต่ละไฟล์ได้ค่อนข้างครบถ้วน (กด Command+2)
  • Picture2_0.jpeg
  • แบบคอลัม (ลิสรายชื่อแบบต่อเนื่อง) : แสดงไฟล์เป็นชั้น ๆ ไม่แสดงรายละเอียดในภาพรวม แต่จะขึ้น preview ใหกับไฟล์สุดท้ายที่เราเลือกอยู่เท่านั้น เพราะสำหรับเอาไว้จัดการไฟล์แบบเห็นภาพรวม (Command+3)
  • Picture3_2.jpeg
  • แบบ cover flow : เหมือนใน iTunes แสดงรูปของ file เลื่อนไปมาได้ เหมาะสำหรับค้นหาไฟล์ด้วยการใช้สายตามองที่รูปแบบของไฟล์มากกว่าดูรายละเอียด (เช่นขนาด, ชนิด ... อื่นๆ ) (Command+4)
  • Picture4_0.jpeg

4.ปุ่ม Quicklook : เป็นการเปิดดูไฟล์ต่าง ๆ ขึ้นมาผ่าน Quicklook (หรือกด Space bar) โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิด application ของไฟล์นั้น ๆ ขึ้นมา สะดวกในการเอาไว้ดูไฟล์ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งโดยปรกติแล้วจะเปิดไฟล์ได้แทบทุกอย่างที่ OS X รู้จัก แต่ก็จะมีคนที่เขียน plug in สำหรับ quicklook เอาไว้ให้โหลดติดตั้งเพิ่มเติม สำหรับเพิ่มความสามารถให้ Quicklook เปิดไฟล์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น

เข้าไปดูได้จาก http://www.quicklookplugins.com/ (ผมยังไม่เคยลองนะครับ.. ไม่รับประกันใด ๆ เน้อ แบร่..)

Picture1-qlook_0.png

5.ปุ่ม action : เอาไว้สำหรับให้เราสั่ง finder ให้ทำตามคำสั่งเรา เช่น สร้าง folder ใหม่ .. (เราจะเห็นปุ่มเฟืองนี้ในอีกหลาย ๆ application ครับ ประมาณเดียวกัน คือสั่งให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง)

Picture1-action_0.png

กดเข้าไปแล้วจะเจอเมนูแบบนี้ (คำสั่งคล้าย ๆ กับการกดคลิ๊กขวา)

Picture1-action-menu_0.jpg
อธิบาย

  • New Folder : การสร้างแฟ้มเปล่าขึ้นมาใหม่
  • New Burn Folder : สร้างBurn Folder ขึ้นมาใหม่ (สำหรับเตรียมเอาไว้เขียนลงแผ่น)
  • Open : เปิดไฟล์ที่เลือกอยู่ บนโปรแกรมที่เครื่องเลือกให้เรา
  • Open With : เปิดไฟล์ที่เลือกอยู่ บนโปรแกรมที่เราเลือก
  • Move to Trash : ส่งไฟล์ที่เลือกอยู่ไปที่ถังขยะ
  • Get Info : ดูรายละเอียดของไฟล์ (ดู Basic : Get Info)
  • Compress “ไฟล์/แฟ้มที่เลือกอยู่” : สร้าง Zip ไฟล์ให้กับไฟล์ที่เลือกอยู่ เพื่อ
    • ไฟล์ที่ถูกบีบ